วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นิทานธรรมดาโลก (๑๐)


๒๙. แม่กาเหว่าไข่ให้แม่กาฟัก


     กาเหว่าคู่หนึ่ง  มันทำรังอยู่บนกิ่งไม้  มันมีเพื่อนบ้านเป็นแม่กาคู่หนึ่ง  ทำรังอยู่ไม่ไกลนัก  เมื่อแม่กาเหว่าออกไข่ไว้ในรังแล้ว  มันออกไปหากินทีไร กาเพื่อนบ้านของมันก็จะมาลักเอาไข่ไปกิน  อยู่เสมอมา  เมื่อกาเหว่าถามว่า เห็นไข่ของมันบ้างไหม  กาก็ตอบอย่างยิ้มแย้ม ลอยหน้าลอยตาว่า
     "เปล่า เปล่า เราไม่เห็น  เราไม่ได้ขโมย"
     วันหลังต่อมา  เมื่อแม่กาเหว่าออกไข่  มันจึงต้องให้กาเหว่าตัวผู้เฝ้ารังไว้แล้วออกไปหากิน เมื่อกาเหว่าตัวผู้กลับมาจากป่า  แม่กาเหว่าจึงออกไปหากิน ต้องผลัดเฝ้าไข่อยู่เสมอมา
     วันหนึ่งกาเหว่าผัวเมียก็ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี   จึงจะแก้ไขให้ไข่ของเราปลอดภัยจากกาใจร้ายได้
     ในที่สุดมันก็คิดอุบายได้  คือต้องเอาหนามบ่งหนาม  โดยวิธีการอันแนบเนียน  รอเมื่อแม่กาออกไปหากินแล้ว ก็ไปออกไข่เพิ่มไว้ในรังของแม่กา แม่กาก็ลืมไปว่าในรังนั้น มันไข่ไว้กี่ฟอง หลงว่าไข่ของตัวเอง   จึงฟักไข่ของกาเหว่าจนออกเป็นนกกาเหว่า ขนของกาเหว่าก็มีสีดำเหมือนลูกกา   แม่กาจึงบินไปหาเหยื่อคาบมาป้อนลูกกาเหว่าจนเติบโต
     เมื่อลูกกาเหว่าเติบโตเต็มที่ ออกสอนบินได้ก็บินไปจากรัง  แม่ พ่อของกาเหว่าก็มาร้องเรียกลูกนกกาเหว่า  บอกให้รู้ว่ามันเป็นกาเหว่า หาใช่กาไม่  ขอให้ไปอยู่ด้วยกันในพวกนกกาเหว่าเถิด  ลูกนกกาเหว่าจึงบินไปอยู่กับพ่อแม่กาเหว่าต่อไป  แม่กาจะเรียกเท่าไรก็ไม่ยอมกลับมาอยู่ด้วย ทิ้งให้แม่กาอยู่กับฝูงกา ส่วนลูกกาเหว่าก็บินไปเข้าฝูงนกกาเหว่าต่อไป  ตามพงศ์พันธ์ุของมันด้วยความเป็นสุข 
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  กาดำย่อมอยู่อย่างกาดำ แต่กาเหว่าย่อมมีนิสัยจิตใจเป็นกาเหว่า  มันย่อมจะไปอยู่กับนกกาเหว่า ไม่ยินดีอยู่กับกา  เหมือนธรรดาคนดีย่อมไม่ยินดีอยู่ในหมู่คนชั่วฉันใดก็ฉันนั้น 
๐๐๐๐๐๐๐๐

๓๐ คนขี่ม้าพยศ

     นายบุญกับนายเดช  เป็นเพื่อนกัน  บ้านนายบุญเลี้ยงวัวไว้ฝูงใหญ่  แต่บ้านนายเดชเลี้ยงม้าไว้คอกหนึ่ง นายเดชคุ้นเคยกับม้ามาตั้งแต่เกิด  จึงขี่ม้าเก่ง  ขึ้นขี่หลังม้าตัวใดก็ยอมให้ขี่โดยดี  จะให้วิ่งเหยาะ  วิ่งสบัดหาง วิ่งเร็ว หรือห้ออย่างไรก็ย่อมได้  ม้าย่อมรู้ใจและตามใจทุกอย่าง 
     เมื่อนายบุญไปบ้านนายเดช อยากขี่ม้าบ้าง  แต่เมื่อนายบุญขึ้นหลังม้าลองขี่ดูบ้าง  ม้าก็กลับพยศ ไม่ยอมให้ขี่ง่ายๆ ทำพยศต่างๆ  ให้นายบุญตกหลังม้าบ่อยๆ   จึงถามนายเดชว่าเหตุใดม้าจึงไม่ยอมให้คนขี่ง่ายๆเหมือนนายเดช
     นายเดชตอบว่า ม้าก็มีหัวใจ  มันรู้ได้ดีว่าคนไหนรักมันหรือไม่  พอมันได้กลิ่น มันเห็นหน้า มันก็รู้ได้ด้วยสัญชาติญาณของมันทันที  ยิ่งพอโดดขึ้นขี่หลัง  ม้ามันก็รู้ได้ทันทีว่าคนขี่นี้เป็นนายของมันหรือไม่  ขี่หลังมันเป็นหรือไม่   ถ้ารู้ว่าไม่ใช่นายมัน มันก็ไม่ค่อยยอมให้ขี่  หรือถ้ารู้โดยท่าทีว่าขี่ม้าไม่เป็น มันก็จะพยศ สลัดให้ตกหลังทันที  ข้อสำคัญมันรู้ว่าใครรักมัน  มันก็จะยอมให้ขี่โดยดี  คนที่ไม่เคยอยู่กับม้าย่อมจะไม่รู้ใจม้า  ม้ามันก็รู้  มันจึงไม่ยอมให้ขี่ ถ้าจะขี่ม้าก็ต้องอยู่กับคอกม้า ต้องเอาใจใส่ให้ข้าว น้ำ อาบน้ำแปรงขนให้มันให้มันชิน มันรู้ว่ารักมันก็จะยอมให้ขึ่โดยดี
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  เป็นนายต้องเอาใจใส่ลูกน้อง ต้องรักลูกน้อง ถ้านายไม่รักลูกน้อง  ลูกน้องก็จะไม่เต็มใจให้บังคับบัญชา ท่านจึงว่าคนจะขึ่ม้าพยศได้ต้องรู้ใจม้า  และต้องรักม้าด้วย  จะบังคับบัญชาลูกน้องได้ดี  ต้องรักและเลี้ยงดูลูกน้อง เหมือนน้องหรือลูกของเรา โบราณจึงเรียกผู้น้อยว่า ลูกน้อง  
๐๐๐๐๐๐๐๐

๓๑ หมาดำกับหมาขาว
     
     หมาดำตัวหนึ่งเป็นหมาบ้านนอก  ติดตามเจ้าของเข้าไปในเมือง พบกับหมาขาวตัวหนึ่ง  หมาขาวจึงร้องทักว่า
     "ไง ดำเจ้าไปไหนหลงมาถึงนี่?"
      "ข้าตามเจ้านายเข้ามาเที่ยวดูบ้านดูเมืองมั่ง"
     "สบายดีหรืออยู่บ้านนอก?"
     "ก็พออยู่พอกินไปวันๆหนึ่ง  แต่ต้องคอยระวังพวกเจ๊กแคะกับพวกญวน"
     "ระวังเรื่องอะไร?"
     "เจ๊กแคะ นี่มันชอบกินหมาดำ  เวลาหน้าหนาวต้องคอยระวังเจ๊กแคะ แต่ต้องระวังพวกญวน  ตลอดทุกฤดูทั้งหน้าหนาว หน้าฝน หน้าแล้ง ทีเดียแหละ"
    "ทำไมล่ะ"
     "มันคอยจับหมาเอาไปแกงกินอยู่เสมอ"
     "แหม อ้ายชาติญวนนี่แย่จริงๆ  มันคงอดอาหารยิ่งกว่าพวกเรา"
     "เอ็งล่ะ  อยู่ในเมืองนี่น่าสุขสบายดีนะ  เอ็งโชคดีได้อยู่ในเมือง"
     "จะว่าดีก็ดีหรอก  อาหารการกินพอหาได้คล่อง  แต่ต้องระวังตัวอยู่  ๒ อย่าง"
     "ระวังอะไรมั่งล่ะ?"
     "ระวังรถยนต์มันจะทับเอาตายอย่างหนี่งละ"
     "ระวังอะไรอีก?"
     "ระวังพวกเทศบาลมันวางยาเบื่อฆ่า  บางทีมันก็ยิงด้วยปืนเงียบ เผลอไม่ได้"
     "แหม เอ็งอยู่ในเมืองนี่ก็มีภัยสองอย่างเหมือนหมาบ้านนอกอย่างข้าเหมือนกัน"
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อยู่บ้านนอกหรืออยู่ในเมืองก็มีภัยอันตรายเหมือนกัน  ชีวิตคนชีวิตหมาก็มีทุกข์ภัยพอๆกัน 
๐๐๐๐๐๐๐๐
(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นิทานธรรมดาโลก (๙)


๒๖. อึ่งอ่างพองลม
      คืนวันหนึ่ง  หลังจากฝนตกใหญ่ซาเม็ดลงแล้ว  อึ่งอ่างซึ่งฝังตัวอยู่ในดินขอบสระน้ำก็ออกจากดินขึ้นมาร้องเซ็งแซ่อยู่ริมสระ  กบเขียดส่งเสียงร้องขรมอยู่ในบริเวณน้ำขังรอบสระน้ำด้วยกัน
     ขณะน้ันกบตัวผู้ตัวหนึ่ง  ก็กระโดดไปหากบตัวเมีย  เพื่อหาคู่ผสมพันธ์ุกันตามธรรมดาของสัตว์  เผอิญไปพบอึ่งอ่างตัวหนึ่ง  กำลังร้องอึ่งอ่างครางหาคู่ของมันอยู่เหมือนกัน   ครั้นกบกระโดดเข้าใกล้ อึ่งอ่างก็สูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรงแล้วก็พองตัวโตขึ้นกว่าปกติธรรมดา ๑ เท่าตัว  แต่ถึงกระนั้นตัวอึ่งอ่างก็ยังเล็กกว่ากบตัวโต  ๑ เท่า ครั้นกบเห็นดังนั้นจึงหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า
     "เจ้าอึ่งอ่างเอ๋ย  ถึงเจ้าจะพองตัวจนเต็มที่แล้ว ตัวเจ้าก็ยังเล็กกว่าเราอยู่นั่นเอง  เจ้าจะเบ่งพองลมไปทำไม ข้าไม่นึกหวาดหวั่นเจ้าเลยแม้แต่น้อย"
     เจ้าอึ่งอ่างครั้นได้ยินกบตัวโตพูดสบประมาทดังน้ัน จึงร้องตอบว่า 
     "เจ้ากบโง่  ถึงตัวเจ้าโต  เจ้าก็ยังโง่เง่าอยู่นั่นเอง"
     กบโกรธจึงร้องขู่ถามว่า
     "เจ้าว่าเราโง่ได้อย่างไร  เราฉลาดกว่าเจ้าสักร้อยเท่า"
    " เจ้าจะฉลาดตรงไหนเล่า   เพราะเจ้าหารู้ไม่ว่าเราพองลมด้วยเหตุผลอันใด"
     "ก็พองลมเพื่อว่าจะอวดว่าตัวโตนั่นเอง  ทำไมเราจะไม่รู้สัตว์อื่น ๆเขาก็รู้กันว่าอึ่งอ่างพองลมเพราะอวดเก่งเท่านั้น"
     "สัตว์อะไรอีกละ ที่พูดว่าเราพองตัวเพื่ออวดเก่ง?"
     "สัตว์มนุษย์ไงล่ะ  เราได้ยินเขาพูดกันเสมอๆ ว่าอึ่งอ่างพองลมเพื่ออวดเก่ง  เห็นวัวเดินมาก็พองลมจนท้องแตกตาย"
     "สัตว์มนุษย์ไม่นาจะพูดโง่ๆอย่างน้ัน"
     "ก็จริงไหมล่ะ?"
     "ไม่จริงเลย"
     "งั้นเจ้าพองลม สูดลมเข้าปอดมาก เพื่ออะไรเล่ารึ"
     "เราสูดลมเข้าปอดมากก็เพราะเรารู้สึกกลัว  เราจึงสูดลมเข้าปอดให้มากที่สุดเพื่อทำใจให้เข้มแข็ง  แล้วไม่หวาดกลัวภัย"
     "แล้วได้ผลเป็นอย่างไร?"
     "ก็ได้ผลดีมาก  คือใจเราก็เป็นปกติ  ไม่วิตกหวาดหวั่นภัยอันตรายจนต้องกระโดดหนีภัย  เหมือนสัตว์ประเภทกบอย่างท่าน  ในเวลาเดียวกันสัตว์ที่อ้าปากจะกลืนกินเรา  ก็ขบเราไม่ลงเพราะผิวหนังเราเมื่อลมเข้าไปอยู่ในท้องมากๆ  ก็พองเหมือนลูกโป่ง และมีความลื่นคาบเราไปไม่ได้  เราก็ปลอดภัยจากสัตว์ที่จะกลืนกินเรา เช่น งู เป็นต้น  จงจำไว้เถิดเจ้าสัตว์โง่ว่าเราพองลมเพื่อความปลอดภัยของเราต่างหาก"
     นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ไม่มีใครรู้จิตใจของผู้อื่นดีเท่าตัวเขาเอง  ถ้าหากเราเป็นเช่นเขา เอาใจเราไปใส่ใจเขา  เราจึงจะรู้จักจิตใจของผู้อื่นดีขึ้น 
๐๐๐๐๐๐๐๐

๒๗. หิ่งห้อยส่องแสง
     เย็นวันหนึ่ง ฝนตกใหญ่จนค่ำ  ที่ริมคลองแห่งหนึ่ง มีต้นลำพูขึ้นอยู่ริมฝั่งเป็นแถว  ผีเสื้อตัวหนึ่งบินเที่ยวตอมกลีบดอกไม้  คร้ันถูกฝนก็เกาะนิ่งอยู่ที่ต้นลำพูน้ันจนถึงกลางคืน  คืนน้ันเดือนมืดจึงเห็นแสงสว่างพราวอยู่ตามต้นลำพูนั้นเป็นอันมาก เป็นที่ประหลาดตาไม่เคยพบเห็นมาก่อน  จึงเพ่งมองไปตามแสงที่ส่องสว่างพราวเหล่าน้ัน  ก็เห็นมันเคลื่อนที่ไปมาได้ด้วย  เจ้าผีเสื้อแสนสวยนั้นอัศจรรย์ใจนัก  เมื่อเห็นสัตว์น้อยๆเคลื่อนที่เห็นได้ที่ก้นของมันมีแสงพราวสุกสว่างจับตาเหมือนดังว่าแสงดาวดวงน้อยๆ  ผีเสื้อรำพึงในใจว่าเกิดมาเป็นผีเสื้อแสนสวยอย่างตัวเรา โลกก็ชื่นชมนักหนาว่ามีปีกแสนสวยเหมือนอย่างนางฟ้า  แต่เห็นทีว่าจะต้องพ่ายแพ้แก่เจ้าสัตว์ที่มองเห็นปีกอันแสนสวยของเราก็หาไม่  แต่เจ้าสัตว์ตัวน้อยๆ เหล่านี้กลับมีแสงสีส่องออกมาจากร่างกายเป็นสีนวลสว่างแพรวพราวตายิ่งนัก  ผีเสื้อรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจจึงร้องทักไปว่า 
     "ดูก่อน เจ้าสัตว์น้อย ตัวเจ้ามีนามกรว่าอะไรเล่าจึงเที่ยวเร่ร่อนริมดินในยามค่ำคืนเช่นนี้?"
     "อ้อ เราหรือเขาเรียกชื่อเราว่า หิ่งห้อย"
    "เจ้าไปเอาแสงรัศมีอันแพรวพราวนี้มาแต่ไหน?"
     "อ๋อ  แสงสว่างที่ผิวกายของเราน่ะหรือ มันก็เกิดขึ้นมาโดยพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์  เพราะเราต้องหากินในเวลากลางคืน  เราต้องการแสงสว่างส่องทาง  พระผู้เป็นเจ้าทรงสงสารเรา  จึงสร้างแสงให้ ติดตามร่างกายของเราต้ังแต่เกิดจึงไม่ยากอะไรหรอก  เพียงพระผู้เป็นเจ้าเอาธาตุชนิดหนึ่งมาทาไว้  ครั้นกระทบกับอากาศเข้าก็เรืองแสงออกมาได้เอง"
     "แสงนี้มีประโยชน์ใช้ส่องหนทางเท่าน้้นหรือ?"
     "ยังมีคุณประโยชน์อีกอย่างหนึ่งคือเป็นอาวุธป้องกันตัวเราด้วย"
     "แสงสว่างเป็นอาวุธป้องกันตัวได้อย่างไร?"
     "เมื่อสัตว์บางชนิดเห็นแสงเรืองที่ร่างกายเราก็จะตกตะลึงพรึงเพริดเกิดความแปลกประหลาดอัศจรรย์  ไม่กล้าเข้าใกล้ตัวเรา  เราก็หากินได้โดยปลอดภัย"
     "แต่ตัวเราไม่มีอาวุธเหมือนเจ้า  พระผู้เป็นเจ้าทำไมลำเอียงนักเล่า?"
     เจ้าหิ่งห้อยเพ่งมองไปที่ปีกผีเสื้อแสนสวยด้วยความอัศจรรย์ใจ  เมื่อต้องแสงสว่างเรืองจากหิ่งห้อย ก็ยิ่งแลดูพร้อย งดงามตาเหมือนดังว่าสัตว์จากโลกทิพย์ จึงพูดว่า 
     "ถ้าจะวาพระผู้เป็นเจ้าลำเอียงก็ลำเอียงจริง  เพราะพระเจ้าให้สีสันสวยสดงดงามแก่ร่างกายเจ้า  มองดูแล้วน่าเพลิดเพลินเจริญใจนักหนา   ส่วนเราสิท่านให้มาแต่แสงสว่างนวลพราวอย่างเดียวเท่าน้ัน  ถ้าหาพระผู้เป็นเจ้าสร้างให้เรามีแสงเขียว  แดง เหลือง ดำ ขาว อย่างเจ้าบ้าง  เราจะดีใจเหลือเกิน"
     ส่วนงูเขียวหางไหม้ที่เกาะนิ่งอยู่ที่กิ่งต้นลำพูน้้น  เพ่งมองดูหิ่งห้อยและผีเสื้อแสนสวย ก็นิ่งตะลึงอยู่  จนไม่รู้สึกอยากจะฉกกัดกินทั้งหิ่งห้อยและผีเสื้อแสนสวยน้ันเลย
      นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  แสงสว่างแพรวพราวและสีอันสดสวย นอกจากประดับโลกให้สวยงามแล้ว  ยังเป็นอาวุธป้องกันตัวเองได้ด้วย  พระเจ้าสร้างสัตว์มาให้เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์แก่โลกด้วยเสมอ  เว้นแต่สัตว์ผู้โง่เขลาไม่รู้จักคุณค่าของตัวเองเท่าน้ัน 
๐๐๐๐๐๐๐๐


๒๘. นกยูงรำแพนหาง
     มีพฤกษเทวาองค์หนึ่ง  อาศัยอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ในป่าสูง  วันหนึ่งมีเทวดาองค์ใหม่จุติมาเกิดเป็นพฤกษเทวดา  เทวดาองค์ก่อนจึงพาเทวดาใหม่เดินเที่ยวชมไพร  ก็แลเห็นนกยูงตัวหนึ่งชื่อ โมริยะ  อาศัยอยู่ในป่าสูงด้วยความสุขเกษมสำราญ  ไม่มีสัตว์ร้ายหรือสัตว์มนุษย์รบกวนทำลาย   วันหนึ่งมันเดินเล่นอยู่ตามพื้นหญ้าบนเนินเขา ซึงมีต้นไม้ใหญ่น้อย  งอกงามออกดอกสะพรั่งสวยงามตายิ่งนัก  เจ้านกยูงโมริยะมีความประมาท  จึงเผลอตัวเดินไปมิได้ระมัดระวังภัย  ก็พอดีพบหน้าเจ้าสิงโตร้ายยืนเพ่งจ้องอยู่ไม่วางตา
     เจ้านกยูงโมริยะ  ตกใจหยุดชะงักด้วยสัญชาติญาณป้องกันภัย มันจึงรำแพนหางอันสวยงาม  วิจิตรตระการตาด้วยสีสรรค์อันสวยงามยิงนัก  นอกจากมีสีอันสวยสดงดงามแล้ว ลวดลายรำแพนหางยังประกอบด้วยดอกดวงคล้ายกับดวงตาสวรรค์นับด้วยสิบคู่  ดูระยับเหมือนว่าจ้องจับตาเพ่งมาที่ตาสิงโต  จนสิงโตตะลึงอยู่  สบตานกยูงนับสิบๆคู่ก็มิได้กระพริบหลบตาเลย   เจ้าสิงโตตะลึงอยู่ เจ้าสิงโตไม่เคยกลัวสัตว์ใดๆในพงไพรมาก่อนเลย  กลับมากลัวสายตานกยูงอันเพ่งจ้องมาที่แพนหางน้ัน  มันรู้สึกหวาดหวั่่นขึ่้นมาทันทีว่าสัตว์นี้มีสายตามากคู่นักหนา  เพ่งมองมาหากระพริบไม่  มันจึงเบี่ยงหน้าหนีสายตาหลายสิบคู่น้ัน แล้วค่อยย่องเดินไปอย่างไว้ท่านักเลงเจ้าป่า  ปล่อยให้นกยูงโมริยะนั้น ยืนมองดูมันเดินหนีห่างไกลออกไปทุกทีจนลับไม้ออกไป  เจ้านกยูงโมริยะจึงได้ลดแพนหางลงตามปกติ
     เจ้านกยูงโมริยะก็แปลกใจว่าสิงโตหนีตนด้วยกลัวอะไร 
     เมื่อละครชีวิตสัตว์ป่าฉากนี้จบลงแล้ว 
     เทวดาองค์ก่อนก็ถามเทวดาองค์ใหม่ว่า 
     "ท่านแลเห็นอะไร จากนกยูงและสิงโต"
      เทวดาองค์ใหม่ตอบว่า
     "สัตว์ร้ายเช่นสิงโต ก็ตะลึงต่อความงามของนกยูง"
     "เห็นอะไรอีก"
     "เห็นว่าความงามคือความดีก็ป้องกันภัยได้"
     "เห็นอะไรอีก?"
     "เห็นเท่านี้"
     "ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ท่านมองไม่เห็น"
     "คืออะไร"
     "คือสัตว์ทุกตัวล้วนแต่รักตัวกลัวตายเหมือนกันหมด  ไม่เฉพาะแต่นกยูงที่กลัวตาย สิงโตสัตว์ดุร้ายก็กลัวตายเหมือนกัน"
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ความงามเป็นอำนาจเป็นสง่าราศีทำให้สัตว์อี่นหลงรักและเกรงกลัว  และสัตว์ทุกตัวย่อมรักตัวกลัวตายเหมือนกันหมด 

๐๐๐๐๐๐๐๐ 

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นิทานธรรมดาโลก (๘)


๒๓. ผึ้งกับแมลงวัน

        ในกาลคร้ังหนึ่ง  ผึ้งตัวหนึ่งถูกคนเอาควันรมรังผึ้ง  เอารังผึ้งไปเป็นอาหาร  ผึ้งตัวนี้ถูกควันไฟและความร้อน  ปีกขาดตกอยู่ที่พื้นหญ้าใกล้ๆกับอุจจาระสัตว์กองหนึ่ง  มีแมลงวันมาตอมอยู่  จึงได้พบกับแมลงวันแก่ตัวหนึ่ง  ซึ่งกินอาหารจากอุจจาระอิ่มแล้ว  เกาะใบหญ้า ใช้ขาท้ังสองเช็ดถูปากอยู่  
        เมื่อแมลงวันแก่เห็นผึ้ง  จึงร้องทักว่า 
        "อ้าว  ผึ้งวันนี้ท่านไม่ไปหาอาหารกินหรือ เหตุไฉนจึงมาเกาะนิ่งอยู่ที่ต้นไม้อันเขียวขจีอยู่เฉยๆเล่า ?"
        "อ๋อ  แมลงวัน  เราถูกคนรมควันรมไฟ  ปีกของเราขาด บินไปไม่ได้เราจึงต้องเกาะนิ่งๆ  อยู่ดังนี้  ท่านเล่าไม่ไปหาอาหารกินหรือ ?"
        "อาหารเราก็อยู่ที่พื้นหญ้านั่น  ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนให้เหนื่อยยากลำบากกาย  สัตว์น้อยใหญ่ย่อมถ่ายมูลกองไว้ให้เรากินอย่างสบาย   อาหารมีอยู่อย่างฟุ่มเฟือยเหลือเกินตลอดวันตลอดชีวิต ไม่มีหมดวันหมดสิ้น ตราบใดที่สัตว์น้อยใหญ่ยังถ่ายมูลทิ้งไว้ให้เรา"
        "อาหารของเรา  เกิดมีอยู่ตามธรรมชาติ บนยอดไม้บนดอกไม้นานาพันธ์ุในพงพีทุกก้านดอกย่อมมีเกสรน้ำหวานอันเอร็ดอร่อย   เราก็บินไปดูดกินจนอิ่ม  แล้วอมใส่ปากไปรวงรัง   เพื่อสร้างรวงรังของเราอีกด้วย  อาหารคือน้ำหวานจากเกสรดอกไม้นี้  ไม่มีวันหมดสิ้นเลยมีอยู่ตลอดวันตลอดชีวิตตราบใดที่ยังมีต้นไม้และดอกไม้"ฃ
        "อ๋อ ผึ้งอย่างท่านนี้  กินน้ำหวานจากดอกไม้แล้วยังขนเอาไปเลี้ยงลูกอ่อนด้วยหรือ"
        "ใช่แล้ว  เราต้องสะสมอาหารไว้เลี้ยงลุกอ่อนด้วย  ส่วนมูลของเรานั้นก็ถ่ายออกมาสร้างเป็นรวงรัง  เป็นตึกราม  เป็นคลังเก็บน้ำหวานขังไว้กินได้ในยามขาดแคลนด้วย  ท่านเล่าเก็บอาหารไว้ที่ไหน  เอาอะไรเลี้ยงลูกอ่อน ?"
        "โอ สบายมาก   พวกเราชาวแมลงวัน  ลูกอ่อนของเราก็ไข่หยอด ไข่วางทิ้งไว้ในกองอุจจาระนั้น  ลูกอ่อนก็อาศัยอยู่ในกองอาหารนั้นเอง  ลูกกินจนเติบโตเป็นแมลงวัน  เป็นการสบายมาก ไม่ต้องไปสร้างรวงรังให้ลำบาก  ไม่ต้องสะสมอาหารไว้กินอะไรอีก  เพราะมันมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ  ส่วนตัวเราก็เที่ยวสัญจรไปไม่ต้องห่วงกังวลอะไรกับรวงรัง  คลังอาหารหรือลูกอ่อน  เราไม่ต้องมีภาระอันหนักอึ้งเหมือนพวกท่าน สบายดีมาก"
        "เราได้ยินคนเขาพูดกันเข้าหูเราบ่อยๆนะว่า  "ขี้เกียจเป็นแมลงวัน ขยันเป็นแมงผึ้ง"  เขาชมเราว่าเป็นสัตว์ขยัน เขาตำหนิพวกท่านว่า  เป็นสัตว์ขี้เกียจ ท่านไม่ได้ยินมั่งเลยหรือ?"
        "เราไม่สนใจหรอก  คำสรรเสริญหรือคำนินทาของสัตว์ใดๆ ที่เรียกว่าคน  เพราะเราเห็นอยู่ตำตาว่าสัตว์คนนั้นขี้เกียจกว่าแมลงวันอย่างเราหลายเท่านัก  ที่ว่าขยันๆนั้น  ขนาดยอดคนขยันก็ยังขยันน้อยกว่าแมลงวันเสียอีกเล่า  สัตว์คนนี้ก็ดีแต่พูดเท่านั้น  ส่วนการทำมาหากินด้วยความขยันหมั่นเพียรนั้น สู้แต่แมลงวันอย่างเราก็ไม่ได้"
        "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  สัตว์ตัวน้อยๆเช่นแมลงวันมันก็ตำหนิสัตว์มนุษย์ตัวโตๆว่าขยันน้อยกว่ามันเสียอีก"
๐๐๐๐๐๐๐๐ 


๒๔. แมงหวี่ขี้คุย

        ในกาลวันหนึ่ง  แมงหวี่กับยุงได้พบกันบนผิวกายคนแก่คนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในฤดูฝนตอนเช้าตรู่วันนั้น  เจ้ายุงก็บินมาเกาะใบหน้าของชายชรา ฝังปลายปากอันแหลมคมของมันลงบนผิวหนังอันหนาและเหี่ยวแห้งของชายชราเพื่อดูดเอาเลือดกินแก้หิว  ส่วนแมงหวี่ก็บินมาเกาะในหูของชายชรา เพื่อดูดกินเลือดจากใบหูแก้ความกระหาย   เมื่อชายชรารู้สีกตัวว่ามีสัตว์ตัวน้อยๆมารบกวน ก็โบกมือปัดไปมาตามใบหน้าและใบหู เจ้าสัตว์ตัวน้อยทั้งคู่ก็บินไปเกาะอยู่บนเส้นผมสีขาวของชายชราชั่วคราว
        เจ้าแมงหวี่เห็นยุงมาเกาะอยู่ใกล้ๆ ก็ร้องทักว่า "อรุณสวัสดิ์เจ้าสัตว์ตัวโตมีนามว่า ยุง  สบายดีดอกหรือ?"
        เจ้ายุงครั้นได้ยินเสียงเล็กๆแหลมๆ ก็คำรามตอบไปว่า "สวัสดีอ้ายน้อง สบายดี เอ็งละ เป็นไงมั่งละอาหารการกิน?"
        "ก็สบายดีอยู่หรอก แต่ชักเริ่มหิวแล้ว  นอนแสบท้องมาทั้งคืนเลย พบมาพบเหยื่อเจ้าสัตว์มนุษย์คนนี้แหละ แต่แหมมันก็หวงเลือดจัง"
        "เนื้อสัตว์มนุษย์ตรงไหน ที่ว่าอร่อยที่สุดล่ะ?"
        "ชอบตรงหู" แมงหวี่ตอบทันที  "ท่านล่ะ?"
        "เราชอบตรงใบหน้า  ตรงแผ่นหลัง เลือดดูดดื่ม่ได้สบายดีมาก เวลาสัตว์มนุษย์นี่นอนหลับเวลากลางคืน"
        "อ๋อ  ท่านนี้ขี้ขลาดนะ  ชอบหากินตอนกลางคืน เวลาเจ้าสัตว์มนุษย์ตัวยักษ์นี้มันเผลอ  ส่วนเรานี้หากินกลางวัน  ตอนเช้าตรู่  กับตอนเย็นๆ เวลาสลัวๆ เราชอบกัดใบหูเจ้ามนุษย์สัตว์นี่มาก"
        "ทำไมท่านจึงชอบกัดกินใบหู?"
        "อ๋อ เหตุผลน่ะหรือ?"  เจ้าแมงหวี่คุยอวดยุง
        "เราตั้งใจจะกลืนหัวเจ้าสัตว์มนุษย์นี่แหละแต่มันติดอยู่ตรงใบหู  กลืนหัวมันไม่ลงก็เลยกัดหูมันก่อน  กัดให้หูมันขาดเสียก่อนแล้วเราจะกลืนหัวมนุษย์ภายหลัง"
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  สัตว์ตัวเล็กก็ยิ่งคุยใหญ่คุยโต  เป็นธรรดาอย่าได้สงสัยเลย ถ้าได้ยินใครคุยอวดใหญ่ก็ให้เข้าใจว่าเพราะเขาเล็ก  ถ้าได้ยินใครอวดมั่งมีก็ให้เข้าใจได้ทันทีว่าเขาจน ถ้าได้ยินใครคุยอวดรู้อวดฉลาด  ก็จงเข้าใจเถิดว่าเขาโง่  ไม่รู้อะไรนักหรอก
๐๐๐๐๐๐๐๐

       
๒๕. กิ้งกือกับตะขาบ 

        กิ้งกือกับตะขาบ  แต่ปางบรรพ์  เมื่อสร้างโลกนั้นเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน ต่อมาก็ไปเรียนวิชาจากสำนักพระอาจารย์องค์เดียวกันในป่าหิมพานต์  แต่พี่น้องคู่นี้มีอุปนิสัยสันดานแตกต่างกันในการรักษาตัวให้อยู่รอดปลอดภัย 
       ตะขาบนั้นคิดว่าการจะรักษาตัวให้อยู่รอดปลอดภัยจากศัตรูนั้น จำเป็นจะต้องป้องกันตัวเองด้วยการมีพิษไว้ป้องกันตัว   ขอให้พระอาจารย์ประสิทธิประสาทวิทยาให้   พระอาจารย์ผู้รู้แจ้งอัธยาศัยของศิษย์ว่าจะต้องสอนวิชาและประสิทธิ์วิชาให้ตามแต่อุปนิสัยสันดานของสัตว์จึงจะได้ผลดี   พระอาจารย์จึงประสิทธิประสาทให้ตะขาบมีพิษที่เขี้ยว  เวลามีศัตรูมาทำอันตรายก็ให้ใช้เขี้ยวขบกัดให้ศัตรุเจ็บปวดจนต้องปล่อยตัวไป   ให้อยู่รอดปลอดภัยจากอันตรายที่จะมาถึงตัว 
        ส่วนเจ้ากิ้งกือนั้น เป็นสัตว์ที่มีเมตตาจิต  แม้แต่ศัตรูที่จะทำอันตรายตนก็ไม่ประสงค์ที่จะทำอันตรายตอบ  จึงขอให้อาจารย์บอกวิธีต่อสู้ศัตรูให้โดยไม่กัดทำอันตรายศัตรู  พระอาจารย์บอกให้ยอมแพ้เสีย  คือนิ่งเฉยเสีย ทำเหมือนว่าตายแล้ว ยอมแพ้ทุกอย่าง ศัตรูก็จะไม่ทำอันตรายเหมือนกัน  เพราะเป็นธรรมชาติของสัตว์จำนวนมาก  ไม่ทำอันตรายต่อสัตว์ที่ไม่ทำอันตรายตน  สัตว์ท้ังสองชนิดนี้จึงดำเนินชีวิตตามอุปนิสัยสันดาน  และวิทยาการที่พระอาจารย์ประสิทธิให้สืบมา
        ตะขาบนั้นแม้มีสัตว์ใดมาต้องตัว มันก็จะขบกัด เอาจนเจ็บปวดด้วยน้ำลายของมัน  แล้วต้องปล่อยตัวมันไปทันที มันจึงมีชีวิตอยู่สืบพืชพันธ์ต่อมา
        กิ้งกือน้ันเวลามีสัตว์ใดมาต้องตัวมัน  มันจะหยุดนิ่งและม้วนตัวกลมแน่น  ทำประหนึ่งว่าตายแล้ว สัตว์ที่ถูกต้องตัวมันก็จะปล่อยตัวมันให้อยู่รอดปลอดภัย  สืบพืชพันธ์คู่โลกธาตุสืบต่อมาจนทุกวันนี้ 
        แต่เป็นที่สังเกตุของลิง ซึ่งมีชีวิตปะปนอยู่กับทั้งกิ้งกือและตะขาบ
        ลิงตัวหนึ่งพูดว่า "ตะขาบนี้ มันมีพิษภัยแตะต้องตัวมันเข้าไม่ได้  มันกัดเราเจ็บปวดนัก  มันจึงรักษาตัวมันอยู่รอด ไม่มีสัตว์อะไร กล้ำกรายมาทำอันตรายมันได้เลย"
        ลิงแก่ตัวหนึ่งได้สังเกตุความประพฤติของตะขาบมาช้านาน จึงพูดว่า "เพราะตะขาบมีพิษที่เขี้ยว ไว้กัดสัตว์อื่นเพื่อป้องกันตัวนี้แหละตะขาบรอดตัวมาได้ก็จริง   แต่มีเวรภัยจากสัตว์ใหญ่ ๒ประเภท ประเภทหนึ่งคือ ช้าง ย่อมกระทืบตะขาบตายคาตืนอยู่เสมอ  เพราะตะขาบไปกัดช้างเข้าจนมันรำคาญ สัตว์ใหญ่อีกประเภทหนึ่งคือมนุษย์ ย่อมเอาไม้มาตีตะขาบตายอยู่เนืองๆ   เพราะตะขาบไปกัดเอาสัตว์มนุษย์เข้า  ส่วนกิ้งกือนั้นเราไม่เห็นช้างเหยียบกิ้งกือตายเลย  สัตว์มนุษย์ก็ไม่ทุบตีกิ้งกือเลย  เพราะไม่มีเวรภัยแก่สัตว์อื่นๆ"
       นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การป้องกันภัยตัวเราน้ัน ถ้าไม่ทำอันตรายต่อสัตว์อื่น  ก็ย่อมจะไม่มีเวรภัยแก่ตัวเอง  ถ้าไปทำอันตรายแก่สัตว์อื่นก็ย่อมจะมีเวรภัยแก่ตนเอง 

๐๐๐๐๐๐๐๐ 
(โปรดติดตามตอนต่อไป)