วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

นิทานธรรมดาโลก (๓๓)

๘๖. งูเหลือมร้องทุกข์

     งูเหลือมตัวหนึ่ง มันถูกคนเล่นกลจับเอามันมาแสดงประกอบการเล่นกล เวลาแสดงก็เอางูเหลือมมาพันคอพาดไหล่ไว้   เพื่อเรียกความสนใจของคนดู  แล้วก็เล่นกลตบตาคนดูได้  งูเหลือมตัวนั้นมันจึงรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องพันอยู่บนคอบนไหล่ของนักเล่นกลเกือบตลอดทั้งวัน  แต่มันก็หนึคนเล่นกลไม่พ้น

      วันหนึ่งงูเหลือมเหลืออดเหลือทนเต็มที่แล้ว  มันจึงร้องว่า

     "ข้าเสียดายนัก  ที่ข้าคายพิษให้สัตว์อื่นไปเมื่อหลายร้อยชาติก่อน ไม่เช่นนั้นนายคนนี้คงจะได้ไปแสดงกลให้พระยายมบาลดูในเมืองนรกโน้น..."

     คร้ังนั้นมันก็ร้องทกข์กับพระอิศวรว่า  

     "คืนพิษให้ข้าอีกทีเถิด  ไม่มากเท่าพิษแมงป่องก็ยังดี  ข้าจะสั่งสอนนายคนนี้สักหน่อย"

     นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า อย่าหากินบนความทุกข์ของสัตว์อื่นจนเพลินไป และสอนให้รู้ว่าพิษเป็นของมีค่าก็ต่อเมื่อหมดพิษเสียแล้ว

๘๗. ละครลิง

     ลิงคู่หนึ่ง  มันถูกคนจับมาหัดให้แสดงละครลิงให้คนดู เก็บเงินเลี้ยงชี  โดยหัดให้เล่นละครเรื่องพระรถเมรี  ชายคนนี้ตีกลอง  ร้องเพลง  แล้วบังคับให้ลิงแสดงเป็นพระรถเมรี  ลิงไม่รู้เรื่อง  ทำท่าไม่ถูกบทก็ถูกชายคนนี้เฆี่ยนเอา มันจึงต้องเต้นไปเต้นมา  ทำท่าทางต่างๆ ไปตามประสาลิง

     วันหนึ่งเจ้าลิงตัวผู้  จึงบ่นว่า

     "ไม่รู้ว่าข้าจะต้องทำบ้าๆ เช่นนี้ต่อไปนานเท่าไร?"

     ฝ่ายลิงตัวเมีย ได้ฟังก็หัวเราะแยกเขี้ยวขึ้น แล้วร้องถามว่า

     "อ๋อ  นี่แกนึกว่าเราต้องบ้าๆ เป็นลิงบ้ายังงั้นใช่ไหม?"

     "อ้าว  ก็ถ่าเราไม่บ้าแล้วใครบ้าเล่า?"

     "ข้าว่า  อีตาเจ้าของละครเจ้านายของเรานี่แหละแกบ้าแน่ๆ  แกจึงบังคับให้เราทำบ้าๆ ยังงี้"

     "ข้าว่า ไม่ใช่เจ้านายเราบ้าหรอกนะ"

     "อ้าว  งั้่นแกว่าใครบ้าล่ะ?"

     "ข้าว่า  คนที่มายืนดูเราทำบ้าๆนั่นแหละ  บ้ากว่ใครโม้ด"

     นิทานเรื่องนี้  สอนให้รู้ว่า  คนที่หัวเราะคนบ้านั่นแหละ บางทีบ้ายิ่งกว่าคนบ้า ยิ่งกว่าคนที่ด่าคนบ้าว่าคนเมา ยิ่งบ้าใหญ่เลย 


วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นิทานธรรมดาโลก (๓๒)


๘๕ แมวนอนหวด

     ยายแก่คนหนึ่งมีนิสัยรักสัตว์  แกเลี้ยงแมวไว้หลายตัว มีแมวตัวหนึ่งเป็นแมวตัวผู้สีสวาท  ยายแก่รักมากเป็นพิเศษ  คอยเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างดี  แต่เมวสีสวาทนี้ชอบไปนอนขดตัวอยู่ในหวดอยู่เสมอ  ยายแก่ติดตามไปดู เห็นแมวนอนหลับตาอยู่ในหวดก็ชอบใจ  ร้องชมว่า แมวสีสวาทนี้นอนเรียบร้อยดีจริงๆ  แม้แต่หางก็มองไม่เห็น ม้วนเก็บไว้เรียบร้อย  

     ฝ่ายหลานชายยายแก่ได้ยินก็หัวเราชอบใจ ร้องว่า
     "อ้ายแมวตัวนี้มันนอนร้ายจริงๆ เสียด้วย"
     ยายแก่ถามว่า "แมวมันนอนร้ายยังไง?"
     หลานชายหัวเราะ แล้วตอบว่า 

     "ไม่ร้ายอย่างไรล่ะ ดูซียาย  มันทำนอนหลับตานิ่งหลอกยาย แต่มันเอาหางแหย่เข้าไปที่ก้นหวดนีไงล่ะ หางมันโผล่ออกมาที่รูก้นหวดนี่แนะ"  ว่าแล้วก็ชูหางแมวให้ดู
     "อ้อ .....ยังงั้นหรือ ยายไม่รู้เลย"

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  คนบางคนซื่อเหมือนแมวนอนหวด  มองดูภายนอกก็ซื่อตรงดี แต่ภายในนั้นคดโกงอย่างเงียบงำ เหมือนหางแมวที่แยงก้นหวด  ที่คนโบราณพูดกันว่าคนบางคนซื่อเหมือนแมวนอนหวด นั่นแล 


นิทานธรรมดาโลก (๓๑)

๘๓. เต่าหน้าวัด

     เต่าหน้าวัดแห่งหนึ่ง มันอาศัยอยู่ในลำคลองหน้าวัดอันเป็นเขตอภัยทาน  มันคิดว่าเป็นที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว  แต่มันก็ถูกคนจับเอามาขายให้คนขายเต่าหน้าวิหาร  คนขายเต่าซื้อเต่าเอาไว้ขายให้คนที่มาทำบุญปิดทองหลวงพ่อศักดิ์สิทธ์ในวิหาร  เมื่อปิดทองหลวงพ่อแล้ว  ก็จะมาซื้อเต่าไปปล่อยในลำคลองหน้าวัด  ครั้นแล้วเด็กวัดก็ไปจับเต่ามาขายให้แก่คนขายเต่าอีก  คนขายเต่าก็ขายให้คนใจบุญต่อไป  หมุนเวียนอยู่เช่นนี้ตลอดปี  จนเต่าหาความสุขมิได้  ถึงไม่ถูกฆ่าแกงก็ต้องถูกหมุนเวียนขึ้นล่องอยู่ระหว่างหน้าวิหารกับลำคลองหน้าวัดอยู่ตลอดมา  จนกระทั่งเต่าแก่ตัวหนึ่ง มันรู้สึกเบื่อหน่ายต่อชีวิตหมุนเวียนเช่นนี้เต็มทน  มันจึงบ่นออกมาว่า

     "นี่ถ้าหากว่าในโลกนี้ไม่มีคนใจบุญหน้าโง่ๆ เราก็ไม่ต้องอดโซทรมานอยู่เช่นนี้หรอก"

     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  คนใจบุญหน้าโง่น้ัน  มันจะทำบาปกรรมให้แก่ตัวเองและสัตว์อื่นอยู่เสมอ  ถามตัวเองว่าเป็นคนใจบุญหน้าโง่หรือเปล่า 


๘๔.หมาขี้เรื้อน

     หมาวัดตัวหนึ่งมันเป็นขี้เรื้อน ไม่มีขน มีแต่หนังอันหนาอยู่ทั้งตัว  มันนอนที่ไหนก็ไม่เป็นสุข  เพราะมันคันตามผิวหนังอยู่ตลอดเวลา  มันจึงลุกหนีไปหาที่นอนใหม่อยู่เรื่อย มันบ่นว่า

     "วัดนี้มีแต่มดไร มดคัน  มันคอยกัด นอนที่ไหนก็ไม่เป็นสุขเลย"

     หมาอีกตัวหนึ่งไม่เป็นขี้เรื้อน นอนหลับสบายอยู่  ได้ยินเสียงหมาขี้เรื้อนบ่น มันจึงร้องว่า

     "เรานอนที่ไหนก็เป็นสุข  เพราะเรามีขนป้องกันมดได้"

     นิทานเรื่องนีสอนให้รู้ว่า  ความทุกข์ความสุขอยู่ที่ตัวของเราเอง  ไม่ได้อยู่ทีดินฟ้าอากาศหรือสัตว์อื่น  


วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นิทานธรรมดาโลก (๓๐)


๘๑. ไส้เดือน


     ไส้เดือนตัวหนึ่ง  มันไชชอนอยู่ใต้ดินมาช้านาน  มันรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตใต้ดินเต็มที  มันจึงขึ้นมาบนดินได้รับแสงแดดและสายลมในฤดูเดือนย้ายขึ้น  หน้าแล้ง  มันรู้สึกว่ามีความสข  อิสระเสรีดีกว่าอยู่ใต้ดิน  มันจึงเลื้อยไปตามพื้นดินบนถนนสายหนึ่ง  มันเลื้อยไปได้ไม่นาน  ก็มีวัวฝูงหนี่งเดินสวนทางมา  มันรู้สึกว่าตีนวัวฝูงนั้นเหยียบย่ำลงบนตัวของมันหลายคร้ัง  จะหนึก็ไม่พ้น มันรู้สึกเจ็บปวดมาก  มันดิ้นจนสุดแรงพลิกตัวบิดไปมา  แล้วมันก็ถูกตีนวัวเหยียบย่ำซ้ำลงมาอีก  จนตัวของมันแหลกขาดเป็นท่อนๆ  ก่อนจะสิ้นใจตาย  มันก็ร้องออกมาว่า

     "อยู่ใต้ดินดีๆ ไม่ชอบ  อยากขึ้นมาเดินบนดินเหมือนวัว ตัวเราจึงต้องเจ็บปวดทรมานแล้วก็ต้องตายลงอย่างนี้......."

     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ความไม่พอใจในชีวิตความเป็นอยู่ของตน  ดิ้นรนไป บางทีก็ต้องได้รับความทุกข์ทรมาน  เราพร้อมที่จะเสี่ยงโชคด้วยชีวิตแล้วหรือยังเล่า ?
  

๘๒. ไส้เดือนกับแมงกะชอน


     ไส้เดือนตัวหนึ่ง  มันเลื้อยไชชอนอยู่ในดินโคลน เพื่อหาอาหารกินไปตามวิสัยของไส้เดือน  ซึ่งมันนึกว่าคงไม่มีสัตว์อื่นใดจะลงมาหากินอยู่ใต้ดินเช่นมันอีก  แต่อยู่มาวันหนึ่ง  มันไชชอนไปพบตัวแมงกะชอน กำลังใช้ขาทั้งสองข้างแหวกพื้นดินเข้ามาตรงหน้า มันจึงร้องถามแมงกะชอนว่า 

     "ท่านคือใคร?"
     "เราคือแมงกะชอน"
     "ท่านลงมาใต้ดินเพื่ออะไร?"
     "เรามาหาอาหารกิน"
     "ท่านกินอะไร?"
     "เรากินไส้เดือน"

     ว่าแล้วแมงกะชอนก็จับไส้เดือนเคี้ยวกินเป็นอาหารอันโอชารส
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ภัยอันตรายมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง บนบก ในน้ำ ในดิน  ก็มีภัยอันตรายอยู่ทั่วไป  จึงต้องระมัดระวังภัยให้จงดี 

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

นิทานธรรมดาโลก (๒๙)


๘๐  ลิงหางขาด


          จระเข้ตัวหนึ่ง  มันว่ายน้ำหากินอยู่ในลำน้ำแห่งหนึ่ง  เมื่อมันเหนื่อยแล้วมันจึงแวะไปที่คุ้งน้ำแห่งหนึ่ง  มีต้นไทรอยู่ที่ริมตลิ่ง  มันจึงค่อยคลานขึ้นบนตลิ่ง  นอนพักอยู่ใต้ต้นไทรนั้น
          แต่ธรรมชาติของจระเข้   มันเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่กลัวสัตว์บก เช่น เสือ หรือสิงโตจะมาตะครุบหัวมันลากขึ้นบกเข้าป่าไปกิน  มันจึงมีวิธีป้องกันตัวของมันเวลานอนหลับด้วยวิธีอ้าปากให้กว้าง  ถ่างขากรรไกรไว้  เพื่อมิให้เสือหรือสิงโตคาบหัวมันได้  อีกอย่างหนึ่งถ้าสัตว์ตัวใดเผลอมาเข้าปากมัน มันก็จะได้งับกินเป็นอาหารเสียด้วย  จระเข้ตัวนี้จึงนอนอ้าปากหลับตาอยู่ตามปกตินิสัยของจระเข้ทั้งหลาย  
          ขณะน้ันมีลิงฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าริมลำน้ำนั้น  มีลิงสองแม่ลูกกำลังไต่กิ่งไทร  เก็บกินลูกไทรอยู่บนต้น   เมื่อลูกลิงไต่ลงมาจากต้นไทรมาเดินเล่นอยู่ที่พื้นดินใต้โคนต้นไทร  มันก็แลเห็นสิ่งประหลาดคือจระเข้นอนอ้าปากหลับตาอยู่  มันเข้าใจว่าก้อนหินธรรมดา  แต่ทำไมหนอในโพรงหินก้อนนั้นจึงมีเพดานสีแดง  และมีก้อนหินสีขาว ๆ เรียงอยู่ด้วย  มันไม่รู้ว่าเป็นปากและเป็นฟันของจระเช้   มันจึงเข้าไปนั่งเล่นอยู่ในถ้ำน้อยๆนั้น
          จระเข้รู้สึกตัวว่ามีสัตว์อะไรอยู่ในปาก  จึงร้อง "ฮูม"   ลิงน้อยตกใจกระโดนหนี  แต่จระเข้งับปากโดยเร็ว จึงงับเอาหางลิงขาดติดอยู่ในปากจระเข้  ส่วนตัวหนีจากปากจระเข้ไปได้  กลายเป็นลิงหางด้วน

          นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   ความเยาว์วัยอ่อนต่อโลกน้ัน  ย่อมไม่รู้ว่าภัยอันตรายมีอยู่ที่ใด  ไม่รู้วา่สิ่งที่แปลกตาน้ันก็เป็นอันตรายต่อชีวิตด้วย 
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

นิทานธรรมดาโลก (๒๘)


๗๙ แมงมุมชักใย

     แมงมุมตัวหนึ่งมันชักใยติดไว้ที่หน้าต่างบ้าน โดยติดไว้ทางด้านทิศเหนือ ไปติดไว้ทางทิศใต้สี่เส้นขึงไว้  แล้วชักใยเป็นตารางกลมๆได้ตรงกลางเส้นใยถี่ๆหลายเส้น เพื่อขึงดักแมลงที่บินไปมาที่จะติดตาข่ายอยู่ที่ตรงกลางนี้  แล้วมันก็แอบไปนอนนิ่งอยู่ที่ต้นสายใย
     ต่อมาก็มีตัวชีผ้าขาวบินมาหากิน  ผ่านตาข่ายสายใยแมงมุมก็ติดอยู่ดิ้นรนไปมา  ฝ่ายเจ้าแมงมุมเมื่อตาข่ายสั่นไหว  ก็รู้ได้ทันทีว่ามีแมงบินมาติดตาข่ายเข้าแล้ว  จึงวิ่งปราดไปตามเส้นสายใย เข้าไปที่ตาข่ายตรงกลางพบเจ้าชีผ้าขาวติดอยู่ จึงร้องตะคอกว่า  
     "นั่นเจ้าบังอาจล่วงล้ำด่านแดนของเราเข้ามา  เจ้าผิดอย่างฉกรรจ์ เราจะต้องประหารชีวิตเจ้าเสียเดี๋ยวนี้"
    เจ้าชีผ้าขาวร้องตอบว่า
     "ช่องทางนี้เป็นทางบินไปมาของเรา   ท่านมาชักใยขวางทางเราด้วยเหตุใดเล่า?"
    "ช่วงทางนี้เป็นเขตแดนของเรา เราจึงต้ังด่านไว้ในเวลาราตรี เจ้าจะไปไหนในเวลาค่ำคืนเช่นนี้?"
     "เราบินออกหากิน บางทีเราก็บินไปเล่นแสงไฟอันสวยงาม"
     "เจ้าทำผิดมากที่ออกหากินในเวลาค่ำคืน และบินไปเล่นแสงไฟอันมิใช่การงาน   จงยอมให้เราทำโทษประหารชีวิตเสียโดยดี"
     ว่าแล้วแมงมุมก็ตรงเข้ากัดตัวชีผ้าขาว  เอามากินเป็นอาหาร
    
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้สัจธรรมว่า  เส้นใยแมงมุมน้ันเปรียบดังอายตนะทั้ง ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเจ้าชีผ้าขาวมาสัมผัสสายใยแมงมุม เจ้าแมงมุมก็ได้รับรู้และมากินเจ้าชีผ้าขาวเป็นอาหาร   ดังอารมณ์เมื่อมาสัมผัสอายตนะ จิตก็ได้รับรู้และกลืนกินอารมณ์นั้น 

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

นิทานธรรมดาโลก (๒๘)


๗๘.งูเขียวกินตับตุ๊กแก
      ตุ๊กแกตัวหนึ่งมันเกาะนิ่งอยู่ที่กิ่งมะขามเทศ  มันสังเกตุเห็นจิ้งจกตัวหนึ่งไต่กิ่งมะขามเทศมาเกาะอยู่ข้างหน้ามัน มันจึงตะครุบจิ้งจกกลืนกินเป็นอาหารแล้วนอนเกาะกิ่งไม้นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง  เพื่อรอสัตว์อื่นเผลอตัวเดินเข้ามาเป็นอาหารของมันต่อไปอีก 
     ขณะน้ันมีงูเขียวตัวหนึ่ง เลื้อยมาตามกิ่งมะขามเทศ  มันเห็นตุ๊กแกเกาะกิ่งมะขามเทศนิ่งอยู่  มันจึงเลี้อยปราดเข้ามาโดยเร็ว 
     เมื่อตุ๊กแกแลเห็นงูเขียวเลี้อยตรงเข้าเช่นน้้น มันก็รู้โดยปัญญาญาณของมันทันทีว่าภัยกำลังมาถึงตัวแล้ว  มันรู้ตัวดีว่างูเขียวจะต้องตวัดรัดตัวมัน แล้วกลืนหัวมันเป็นอาหารเหมือนที่มันกลืนจิ้งจกเมื่อตะกี้นี้  มันจึงอ้าปากของมันออกให้กว้างที่สุด จนงูเขียวกลืนหัวของมันไม่ได้ มันไม่มีวิธีอื่นจะป้องกันตัวมันได้ดีกว่านี้
     ฝ่ายเจ้างูเขียวเมื่อไม่สามารถจะอ้าปากให้กว้างเพื่อกลืนหัวตุ๊กแกได้ เพราะตุ๊กแกอ้าปากกว้างไว้ก่อนแล้ว มันจึงเอาหัวเข้าไปในคอตุ๊กแกค้นดูอาหารในท้องตุ๊กแก  เมื่อเจอจิ้งจกในท้องตุ๊กแกแล้ว งูเขียวก็กลืนจิ้งจกในท้องตุ๊กแกเป็นอาหารของมัน แล้วจึงค่อยถอนหัวออกจากปากและท้องตุุ๊กแกเลี้อยต่อไปยังกิ่งไม้อื่น ส่วนตุ๊กแกยังอ้าปากค้างอยู่ครู่่หนึ่ง  เมือปลอดภัยด้วยงูเขียวเลี้อยห่างออกไปแล้ว  มันจึงค่อยหุบปากลงด้วยความเสียดายอาหารที่งูเขียวมาล้วงไปกินเสีย 
     เด็กสองคนที่ยืนอยู่ข้างต้นมะขามเทศจึงพูดกันว่า "งูเขียวล้วงคอกินตับตุ๊กแก"  ตุ๊กแกไ้ด้ฟังก็ร้องขึ้นว่า 
     "โกหก โกหก มันกินจิ้งจกในหัวอกของเราต่างหาก" 
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ไม่มีใครรู้เรื่องของเราเท่าตัวเราเอง ใครเขาจะนินทาว่าอย่างไรก็ช่างเขาเถิด
     คนช่างนินทามีอยู่ ๓ ประเภท 
     ๑.คนรู้จริง
     ๒.คนรู้ไม่จริง
     ๓. คนรู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง 
     คนโบราณจึงเรียกคนนินทาว่าร้ายว่า "ตรีชา"  แปลว่า "รู้สามอย่าง" 
     

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559

นิทานธรรมดาโลก (๒๗)



๗๗. เห็ดคน
     อดีตกาลนานมา ไม่รู้ว่ากี่ร้อยพันปี  ยังมีมานพน้อยนายหนึ่ง เป็นบุตรมหาเศรษฐี  บิดามารดามีทรัพย์มหาศาลนับได้หลายล้านโกฎิอสงไขย  นอกจากจะมีทรัพย์มหาศาลแล้ว มานพน้อยนี้ยังมีลักษณะเลิศชายหาใครจะเปรียบปานมิได้   ยิ่งไปกว่าน้ันยังมีน้ำใจกว้างขวางเหมือนดังทะเลมหาสมุทร
     เป็นบุตรมหาเศรษฐีมหาศาล ใครจะต้องการสิ่งใดก็ยินดียกให้ไม่เสียดายเลย  ด้วยมิได้เคยพบกับความไม่มี  เมื่อเห็นผู้อื่นไม่มีสิ่งใดก็ให้เดือดร้อนรำคาญแทน  ปรารถนาจะเห็นผู้อื่้นไม่ขาดแคลนดังเช่นตนบ้าง  เพราะเหตุแห่งความมีน้ำใจกว้างขวางจึงมีเพื่อนฝูงและบริวารมากมาย  และสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นธรรมดาจะขาดเสียมิได้  คือมีหญิงสาวทั้งหลายหลงรักอยากได้เป็นคู่ครอง  แต่บุตรชายมหาเศรษฐีนี้ก็มิได้มีใจปฎิพัทธ์เสน่หานารีใดในทางเพศสัมพันธ์เลย  มีแต่รักใคร่เป็นน้องเป็นพี่  ทั้งสาวแก่แม่หม้ายบรรดามีจึงเพียรพยายามใช้มารยาสตรีที่มีอยู่ถึง  ๑๒ เล่มเกวียนมาใช้ ก็หาสมประสงค์ไม่  สรุปความว่าบุตรชายมหาเศรษฐีไม่ตกหลุมรักหญิงใดในประเทศน้ันเลย 
     เมื่อได้ใช้ชีวิตความสุขเกษม มาจนเลยวัยหนุ่มใหญ่วัย ๓๕ปีแล้วก็ให้รู้สึกเบื่อโลก  ด้วยมิได้เห็นจะมีสิ่งใดมีแก่นสารและน่ารื่นรมย์ชมชื่นต่อไปแล้ว   จึงลาบิดามารดาเข้าป่าหิมพานต์บวชตนเป็นพระฤาษีบำเพ็ญตะบะอยู่ในป่าน้ัน แต่ก็ยังมีมารตามไปผจญอยู่เรือยๆ    บ้างก็ไปขอเงินใช้โดยให้บุตรมหาเศรษฐีขีดเขียนเครื่องหมายให้แก่ตน  เพื่อเอาไปแสดงแก่บิดามารดาของบุตรชายเศรษฐีน้้นว่าตนเป็นเพื่อนสนิท  เป็นมิตรสหายได้รับอนุญาตให้มาเบิกเงินส่วนที่เป็นของลูกชายมหาเศรษฐีน้ันได้ ด้วยบิดามารดามหาเศรษฐีฤาษีน้ันได้กันแบ่งไว้เป็นของพระฤาษีส่วนหนึ่งแล้ว  แม้ว่าฤาษีลูกชายจะเบื่อหน่ายเพศพรหมจรรย์ลาเพศฤาษีออกกมาเมื่อใดก็จะได้ใช้ทรัพย์ของตนได้  บรรดามิตรสหายของพระฤาษีก็ตามไปรบกวนขอเครื่องหมายแกงไดเอามาเบิกเงินใช้เสมอมิได้ขาด  ท้ังที่พระฤาษีก็สละทรัพย์นั้นทั้งหมดแล้ว มิได้อาลัยอาวรณ์หรือถือว่าเป็นของตนแต่อย่างใด แต่บิดามารดาผู้รักษาสมบัติน้ันไว้ก็จะมิยอมจ่ายให้แก่ผู้ใด นอกจากผู้มีเครื่องหมายของบุตรชายมาแสดงว่าได้รับอนุญาตจากบุตรชายฤาษีน้ัน ประชาชนทั่วไปจึงติดตามไปหาพระฤาษีองค์น้ันเพื่อขอเครืองหมายแกงไดมาแสดงเพื่อไปเบิกเงินอยู่ตลอดปีตลอดชาติมิได้ขาดเลย   
     เหลาสตรีก็ยังมีมานะพยายามไปพบพระฤาษีเหมือนกัน อย่างหนึ่งก็คือไปขอเครื่องหมายเบิกเงินใช้อีก  อย่างหนึ่งก็ฺคือคิดจะไปสึกฤาษีมาเป็นสามีของตน  แต่ประการหลังนี้ไม่ปรากฎมีผู้ใดทำสำเร็จ  อย่างไรก็ดีแม้ทรัพย์ของมหาเศรษฐีจะมีมากมายล้นเหลือเท่าใดก็ดี  แต่คนที่อดอยากก็มีล้นเหลือเช่นเดียวกัน  นอกจากน้ันก็ยังมีคนที่โลภมากล้นเหลือเช่นเดียวกัน  เมื่อคนเหล่านี้พากันไปขอเครื่องหมายแกงไดมาเบิกเงินใช้อยู่ทุกวันตลอดมา  อยู่มามิช้าทรัพย์น้ันก็หมด   ถึงไม่หมดไปจากโลก แต่ก็หมดไปอยู่กับคนอดและคนโลภอันมีมากมายมหาศาลยิ่งกว่าทรัพย์มหาศาลของมหาเศรษฐีเสียอีกเล่าฉนั้น  เมื่อคนสุดท้ายไปขอเครื่องหมายแกงไดพระฤาษี  ท่านก็รู้ด้วยญาณทันทีว่าไม่มีทรัพย์เหลืออยู่แม้แต่เบี้ยเดียว   พระฤาษีจึงไปบอกแก่ผู้ไปขอคนสุดท้ายน้ันว่า  "ทรัพย์นอกกายของข้าหมดแล้ว  ไม่มีเหลืออยู่แม้แต่ชิ้นเดียว   บัดนี้ยังเหลือทรัพย์ในกาย  ชิ้นสุดท้ายอยู่ชิ้นหนึ่ง ข้ามิได้ทำประโยชน์อันใด  แต่เจ้าจะเอาไหม ?"
     ผู้โชคดีคนสุดท้ายก็ตกปากว่า "เอา"  ตามประสาคนโลภและขี้ขอท้ังหลาย  
     พระฤาษีก็เปิดหนังเสือโคร่งที่นุ่งห่มครองกายน้ันขึ้นเด็ดทรัพย์ในกายชิ้นสุดท้ายน้ันโยนไปให้  หญิงผู้น้ันก็ตกตลึง  ด้วยไม่เคยคิดว่าพระฤาษีจะปลิดสิ่งน้้นให้แก่ตนได้  จึงก้มลงกราบพระฤาษีว่า
     "ของชิ้นนี้  ข้าพเจ้าต้มกินมื้อเดียวก็หมดสิ้น  ต่อไปข้าพเจ้าอยากกินอีก จะไปหากินได้ที่ไหนเล่า"
     พระฤาษีจึงตอบว่า  "เอ็งกินแล้วไปถ่ายไว้ที่ใดก็จะมีเชื้อเห็ดเกิดขึ้นมา มีรูปลักษณะเหมือนของเดิม เอ็งไปเก็บเอามาต้มกินได้"
     นางยังไม่พอใจจึงว่า "เผื่อลูกข้าพเจ้าหลานข้าพเจ้าอยากจะกินบ้างเล่าจะทำฉันใด"
     พระฤาษีตอบว่า "พืชพันธุ์ชนิดนี้จะมีอยู่ประจำโลกต่อไปไม่รู้สิ้น  จะเป็นของกินอันโอชะอย่างหนึ่งของมนุษย์"
     นางจึงถามต่อไปอีกว่า "ถ้าจะมีคนถามจะเรียกพืชพันธุ์ชนิดนี้ว่าอะไรเล่า"
     พระฤาษีตอบว่า "มันเกิดจากคน  รูปร่างก็เหมือนคนควรจะเรียกว่า "เห็ดคน"   แต่ต่อไปมนุษย์ใจบาปจะลืมคุณข้า  เขาจะพากันเสแสร้งเรียกเสียใหม่ว่า "เห็ดโคน" " 

     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   ทำคุณแก่ใครอย่าหวังเลยว่าเขาจะตอบแทนคุณเรา เพราะมนุษย์ร้อยละ ๙๐ เป็นคนอกตัญญู  อีก ๙ คนก็เป็นคนเนรคุณคน อีก ๑ เป็นคนลืมคุณคน  
            

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

นิทานธรรมดาโลก ( ๒๖)


๗๖.นกกะลาหัวหงอก



     ในกาลครั้งหนึ่ง นกกะลางมันแลเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกสีทองสวยงาม  คร้ันตอนเย็นใกล้ค่ำ มันก็เห็นดวงอาทิตย์ทอแสงสีสวยงามตา มันจึงอยากจะบินตามไปดูดวงอาทิตย์ให้ใกล้ชิด มันบินตามดวงอาทิตย์มาต้ังแต่เช้าจนเที่ยง จนเย็นก็ไม่พบดวงอาทิตย์ มันบินตามดูดวงอาทิตย์ตอนเย็นทุกๆวัน
     วันหนึ่งมันพบเจ๊กคนหนึ่ง กำลังขุดดินทำไร่อยู่กลางดง มันจึงบินเข้าไปถามว่า  อีกสักกี่วันจึงจะบินทันดวงอาทิตย์
     เจ๊กได้ยินไม่ชัด คิดว่าถามว่าต้นมะม่วง ต้นขนุนที่ปลูกไว้ว่าเมื่อไรจะมีลูก  จึงตอบว่า 
     "เจ๊กปี" 
     นกกะลางก็บินตามดูดวงอาทิตย์มาถึง  ๗ ปีจนหัวหงอกเต็มหัวแล้ว  ยังไม่ทันดวงอาทิตย์ มันโกรธเจ๊กคนน้ันมาก จึงร้องด่าเจ็กตอนใกล้ค่ำทุกวันว่า 
     "เจ๊กโกหก เจ๊กโกหก เจ๊กโกหก" 
     
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  เพราะเราโง่จึงหลงฟังคำพูดเหลวไหลของคนอื่น  แล้วก็หลงเชื่อถือเพราะฟังไม่ได้ศัพท์  จับมากระเดียด





วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558

นิทานธรรมดาโลก (๒๕)


๗๓ หนูกับช้าง

     ช้างพลายเชือกหนึ่ง  มันยืนงีบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในเวลากลางวัน  ขณะนั้นยังมีหนูตัวหนึ่ง ออกมาจากโพรงไม้ ครั้นเห็นช้างยืนอยู่ก็เข้าใจว่าเป็นต้นไม้ จีงได้ไต่ขาช้างขึ้นไปตามประสาซน  ช้างพลายลืมตาขึ้นเห็นหนูกำลังไต่ขาของมันจึงร้องถามว่า 
     "นี่สัตว์อะไร  ตัวเล็กจ้อยอย่างนี้ก็มีด้วยหรือ?"
     เจ้าหนูน้อยตกใจ  จึงลงจากขาช้างไปยืนจ้องมองดูอยู่ห่างๆ ร้องตอบว่า  
     "อ๋อ  นี่เราป่วยอยู่หรอกนะ  ร่างกายจึงผ่ายผอมไปหน่อย เมื่อยังดีๆอยู่  ร่างกายของเราใหญ่โตแข็งแรงกว่านี้มาก" 
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  สัตว์ทุกตัวนึกว่าตัวเองใหญ่ และสำคัญเสมอ 


๗๔. ปลาไหล

     ที่ริมสระใหญ่แห่งหนึ่ง  งูปลาตัวหนึ่ง  จ้องหาเหยื่อกินอยู่  คร้ันเห็นปลาตัวหนึ่งว่ายขึ้นมาริมผิวน้ำ 
     งูก็ฉกปลาเอาไว้เตรียมจะขยอกกินเป็นอาหาร  ขณะน้ันปลาไหลเผือกตัวหนึ่งว่ายน้ำมาพบเข้า จึงร้องห้ามว่า 
     "เจ้างูใจร้าย  เหตุไฉนเจ้าจึงงับหัวปลาไว้ดังนั้นเล่า  ปล่อยนะ ถ้าไม่ปล่อยปลา เจ้าจะมีอันตราย"
     เจ้างู หันมามองปลาไหลเผือกนิ่งอยู่  แล้วมันก็คายปลาออกจากปาก ถามปลาไหลเผือกว่า 
     "ใครจะมาทำอันตรายเราได้"
      "โน่น  ตะเข้ตัวใหญ่ลอยน้ำอยู่ฝั่งโน้น  กำลังว่ายน้ำมาที่นี่" เจ้าปลาไหลเผือกตอบ 
     "งั้นหรือ ถ้าเช่นน้้นเราไปละ" ว่าแล้วงูก็ว่ายน้ำไปทันที
     เมื่องูเลื้อยไปแล้ว  ปลาจึงพูดกับปลาไหลเผือกว่า 
     "ท่านใจบุญจริงๆ มาช่วยเราไว้ทัน  ไม่เช่นน้้นเราก็คงตาย"
     "อ๋อ  เรามันจำพวกปลาด้วยกันก็ต้องช่วยกัน"
    "นี่ ท่านก็เป็นปลาดอกหรือ  ทำไมรูปร่างเหมือนงู"
    "จะเป็นปลาหรืองู  มันอยู่ที่นิสัยใจคอ  มันไม่อยู่ที่รูปร่างภายนอกหรอก"ปลาไหลเผือกตอบ 
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   พวกเดียวกันก็เห็นอกเห็นใจกันและช่วยเหลือกัน 

๗๕. ลิงขี้คุย

     ลิงตัวหนึ่ง  มันมีนิสัยชอบคุยโอ้อวดความใหญ่โตของมันเกินเพื่อน ลิงด้วยกันอยู่เสมอ  วันหนึ่งมันเห็นช้างเชือกหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มันจึงเหนี่ยวกิ่งไม้ลงนั่งอยู่บนหัวช้าง  ปากก็ตะโกนอวดเพื่อนลิงว่า 
     "พวกเอ็ง  เห็นหรือยังว่า ข้ามีอำนาจมากเพียงไร แม้แต่ช้าางตัวใหญ่ยังยอมให้ข้าขี่หลังบังคับบัญชาได้"
     ช้างเกิดความรู้สึกว่ามีสัตว์ตัวน้อยๆ มาอยู่บนหัวของมัน จึงเอางวงจับลิงไว้ได้  พอรู้ว่าเป็นลิงมันจึงจับหางลิงไว้  แล้วเหวี่ยงไปรอบๆ ลิงก็ขึ้นไปหมุนอยู่บนอากาศเหมือนลูกข่างที่ถูกหมุน  มันจึงส่งเสียงลั่นเพราะกลัวจะตกลงมาตาย
     เมื่อช้างจับลิงเหวี่ยงเสียจนพอใจแล้ว  มันจึงโยนลิงให้หลุดลงไปนอนจุกอยู่ที่พื้นดิน  พอมันหายเวียนหัว  หายจุกแล้ว  มันจึงขึ้นต้นไม้ไปพบเพื่อนลิงที่พากันจ้องมองดูด้วยความสนใจ 
     "ไหนเอ็งว่า เอ็งมีอำนาจสั่งช้างได้ยังไงล่ะ?"   เพื่อนลิงตัวหนึ่งถาม
     "อ้าว  ก็เอ็งเห็นไหมล่ะ  พอข้าบอกให้มันจับข้าเหวี่ยงหมุนไปในอากาศเล่นสนุกๆ มันก็ทำตามข้าสั่ง"  เจ้าลิงใหญ่คุย 
     "เอ็งรู้สึกกลัวไหมล่ะ  เจ้าถึงร้องเสียงหลงลั่นป่า ?"
    "เปล่าหรอก   ข้าตื่นเต้นจนลืมตัวเพราะตอนนั้นข้ามองเห็นป่าไม้มันหมุนไปรอบๆ  ตัวเข้าจนตาลายเลย"
     พวกลิงได้ฟังก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร 
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  คนขี้คุยโอ้อวดน้ัน ก็สามารถคุยอวดได้ทุกเรื่องไป 

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

นิทานธรรมดาโลก (๒๔)


๗๐. นกกระจาบทำรัง

     นกกระจอกตัวหนึ่ง  มันบินไปเกาะกิ่งไม้ต้นหนึ่ง  พบสิ่งแปลกประหลาดไม่เคยเห็นมาก่อน  มันจึงจ้องดูด้วยความสนใจ สักครู่หนึ่งก็มีนกกระจาบตัวหนึ่งบินออกมาจากสิ่งนั้น นกกระจอกจึงถามว่า ท่านบินมาจากที่ไหน เมื่อกี้นี้เรามองไม่เห็นท่านเลย  นกกระจาบตอบว่าเราอยู่ในรังของเราที่สร้างแขวนไว้ที่กิ่งไม้น้ัน นกกระจอกก็เพ่งมองไปที่รังของนกกระจาบ ถามว่านี่รังของท่านหรือ  นกกระจาบตอบว่า  ใช่แล้ว  นกกระจอกถามว่า ท่านสร้างรังไว้ทำไมสวยงามวิจิตรพิสดารดังนี้  นกกระจาบตอบว่าเราสร้างไว้ให้นกตัวเมียออกไข่แล้วกกลูกอยู่ในรังนี้ด้วยความอบอุ่นและปลอดภัยไม่ถูกลม ไม่ถูกฝน ไม่ถูกแดด และไม่ถูกกาเหยี่ยวมาเฉี่ยวกิน  ท่านเล่าทำรังไว้อย่างไร นกกระจอกตอบว่า  เราไม่ต้องลำบากลำบนอะไร  เราดูตามบ้านเรือนของคนเห็นมีช่องมีรูที่ไหนเหมาะๆ  เราก็คาบเอาใบไม้ไปรองไว้ ให้ตัวเมียออกไข่ได้อย่างปลอดภัยเหมือนกัน  กาเหยี่ยวไม่กล้าเข้าไปรบกวนอะไร  เพราะกลัวคนเจ้าของบ้านหรือรังนอนของคน  ชีวิตเราก็ปลอดภัยไข่และลูกของเราก็ปลอดภัยดี 
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  สัตว์น้อยใหญ่ทุกชนิด  ย่อมมีปัญญารักษาตัวให้รอดปลอดภัยตามสมควรแก่อัตภาพ  จึงสืบพันธุ์อยู่ได้ในโลกอันมีศัตรูรอบตัวนี้ได้ตลอดมา

๗๑. แมงมุมชักใย

     แมงมุมตัวหนึ่งมันชักใยขวางไว้เป็นตาข่ายดักสัตว์ ขึงไว้ระหว่างช่องหน้าต่างบ้านแห่งหนึ่ง ชักใยไว้เสียดิบดีแล้วก็แอบไปจับสายใยซุ่มอยู่  พอสายใยสั่นยวบยาบมันก็รู้ว่ามีสัตว์น้อยมาติดตาข่ายแมงมุมเข้าแล้ว  มันก็วิ่งปราดไปตามสายใยนั้นทันที แลเห็นแมลงชีผ้าขาวติดอยู่จึงร้องขู่ว่า 
     "เฮ้ยเจ้าสัตว์น้อยหน้าโง่  เหตุไฉนเอ็งจึงบินล่วงล้ำอธิปไตย ผ่านด่านแดนอาณาเขตของเราเข้ามาโดยไม่กลัวเกรงอาญาแผ่นดินของเรา เอ็งมีความผิดถึงขัันประหารชีวิตรู้ไหม"
     "เจ้าจงมาให้เราฆ่ากินเนื้อเสียโดยดี"
     "เราบินมาตามทางของเรา ท่านต่างหากเล่าที่มาขึงใยขวางทางเดินของเรา" ชีผ้าขาวเถียง
     "เอ็งก็เห็นแล้วว่า  ข้าขึงเส้นเขตแดนของข้าไว้ เอ็งล่วงล้ำเขตแดนของข้าเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต  เอ็งย่อมมีความผิดอย่างฉกรรจ์มหันตโทษ  มีความผิดต้องประหารชีวิตเสีย"
     "เหตุไฉนท่านจึงไม่บอกเตือนก่อนเล่า?"
     "ข้าไม่มีหน้าที่เที่ยวบอก เที่ยวเตือนใคร ขืนบอกขืนเตือนก่อน ก็ไม่มีใครเข้ามาติดตาข่ายของข้า"
    ยังไม่ทันที่ตัวแมลงชีผ้าขาวจะโต้ตอบประการใด  เจ้าแมงมุมก็เข้าตะครุบกัดคอแมลงชีผ้าขาวเคี้ยวกินเสียเป็นอาหารอันโอชาา
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ผู้มีอำนาจพูดอะไรก็เป็นกฎหมาย ไม่มีผู้น้อยคนใดจะโต้เถึยงได้เลย

๗๒. ค้างคาวห้อยหัวนอน
     นกฮูกตัวหนึ่ง มันบินหลงทางเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง  ซึ่งมีค้างคาวจับชะง่อนหินในถ้ำนอนอยู่เป็นทิวแถว  มันเพ่งมองด้วยความแปลกประหลาดใจที่เห็นค้างคาวทุกตัวห้อยหัวนอน  เอาตีนเหนี่ยวเพดานถ้ำไว้  มันจึงกระซิบถามค้างคาวตัวหนึ่งว่า
     "เหตุไฉนท่านจึงห้อยหัวนอนเช่นนี้เล่า?"
    "ก็เพราะเรานอนอยู่ในที่สูง  เราจึงต้องมองดูว่าข้างล่างจะมีเภทภัยอันใดมากร้ำกรายทำอันตรายเรา เราจึงต้องห้อยหัวลงคอยมองดูภัยจากเบื้องล่าง"
     "ภัยจากเบื้องบนไม่มีเลยหรือ?"
     "ภัยจากเบื้องบนไม่มี  เพราะเป็นเพดานถ้ำ  ข้างบนปลอดภัยมีแต่ภัยจากเบื้องล่าง"
     นกฮูกได้ฟังก็นึกถึงตนเองที่จับคอนกิ่งไม้ซ่อนอยู่ตามพุ่มไม้  มีภัยจากเบื้องบน เบื้องล่าง หน้าหลังรอบทิศ  จึงต้องจับกิ่งไม้นอน เพื่อระวังภัยรอบทิศทาง
     วันหนึ่งนกฮูกเห็นโขลงช้างป่ายืนอยู่เป็นฝูงในเวลากลางคืน  มันจึงบินไปกระซิบถามช้างข้างๆ ใบหูช้างว่า 
     "พ่อช้างตัวใหญ่  เหตุไฉนท่านจึงไม่นอนหลับบ้างเล่า เห็นยืนอยู่ทั้งคืน"
     "เรายืนหลับ  เราไม่นอนหลับ  เป็นธรรมชาติของเราซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ ลุกขึ้นยืนได้ช้า  เมื่อมีภัยอันตรายมาสู่เรา เราจึงยืนหลับ  เราไม่ยอมนอนหลับเลยตลอดชีวิต"
     วันหนึ่งนกฮูกออกหากินกลางคืน  เข้าไปถึงคอกควายแห่งหนึ่ง  เห็นควายนอนอยู่ในคอกมันจึงเข้าไปถามว่า
     "ท่านนอนหลับตาอยู่เช่นนี้ ท่านไม่กลัวภัยอันตรายอะไรบ้างหรือ?"
     ควายตอบว่า 
     "เราจะต้องกลัวภัยอันตรายอะไรอีกเล่า  ก็เรานอนอยู่ในคอกล้อมทั้ง ๔ ทิศ ประตูคอกก็ปิดไว้แน่นหนา
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  สัตว์ทั้งปวงย่อมรู้ตัวว่ามีภัยอันตรายอย่างไร จะป้องกันภัยอย่างไรด้วย  อย่านึกว่าควายโง่กว่าสัตว์อื่น 

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

นิทานธรรมดาโลก (๒๓)


๖๗.นกพิราบกับค้างคาว

     ค้างคาวตัวหนึ่งมันออกหากินตอนกลางคืน  คืนนั้นมันบินไปกินลูกหว้าที่หลังวัดแห่งหนึ่ง พบนกพิราบจับกิ่งไม้หว้าหลับตาอยู่ มันจึงร้องถามว่า 
     "นี่เจ้าเป็นใคร มาจากไหน?"
     นกพิราบลืมตาขึ้นร้องตอบว่า
     "เรานกพิราบไงล่ะ มาจากโบสถ์ในวัดโน่นแหละ"
     "แต่ก่อนนี้เราไม่เคยเห็นเจ้ามาอยู่ที่ต้นหว้านี้ ทำไมเจ้าไม่อยู่ที่โบสถ์นั้นต่อไป?"
     "โชคร้ายเต็ฺมที เดี๋ยวนี้เราประสบโชคร้าย"
     "ทำไมล่ะ โชคร้ายอย่างไร"
     "แต่ก่อนนี้เราอาศัยนอนอยู่ในโบสถ์ในเวลากลางคืน  เวลากลางวันก็ลงมาหากินในลานวัด มีคนใจบุญเอาข้าวเปลือก ถั่วแดง ถั่วเหลือง ข้างฟ่าง  มาเลี้ยงเราจนอิ่มทุกวัน สบายมาก"
     "แล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะ"
    "ต่อมาเขาว่าเราไม่มีคุณประโยชน์   เอาแต่กินแล้วขี้เยี่ยวสกปรกโบสถ์เลอะเทอะศาลา  เขาก็ขับไล่เราไม่ให้อยู่ที่โบสถ์  แล้วก็ไม่มีคนเอาอาหารมาเลี้ยงดูเราเลย  เราจึงต้องมาอาศัยต้นหว้านี่อยู่  แล้วเที่ยวหาอาหารกินเอง  ฝึดเคืองมากแต่ก่อนโชคดี เดี๋ยวนี้โชคร้ายเต็มที"
     ค้างคาวฟังแล้วก็ร้องขึ้นว่า
     "ผิดกับเรา  เราโชคสถานปานกลางมาตลอดเวลา ไม่มีโชคดีไม่มีโชคร้าย เราอาศัยอยู่ในถ้าที่ภูเขาโน่น ในเวลากลางวัน ไม่มีใครรบกวนเราเลย กลางคืนเราก็ออกหากิน ผลไม้ในป่าไม่ต้องแก่งแย่งกับนกอื่นๆ  เรามีความเป็นอยู่สถานปานกลางอย่างนี้ เพราะเราพึ่งตัวเองหากินเอง  หาอยู่เอง ไม่ต้องอาศัยสัตว์อื่น"
     "ขี้เยี่ยวของท่าน ไม่มีสัตว์อื่นรังเกียจว่าสกปรกเลอะเทอะเลยหรือ?"
     "ขี้ของเราเห็นมีคนมาเก็บกวาดใส่กระสอบขนไปจากถ้ำคราวละหลายๆกระสอบนะ เราเข้าใจว่าขึ้ของเราก็มีค่า จึงมีคนต้องการมาขนไปใช้ประโยชน์"
     นกพิราบ ฉงนสนเท่ห์มาก เมื่อได้ยินค้างคาวว่าขึ้ของมันก็มีคนต้องการ จึงพูดว่า
     "แต่ขึ้ของเราเขาว่าสกปรกเลอะเทอะโบสถ์ศาลา"
     ค้างคาวพูดว่า
     "ท่านลองมานอนในถ้า  ขี้ในถ้า นอนที่นอนที่  ขี้ให้เป็นที่อย่างเราบ้างซิ  เราว่าคงมีคนต้องการเหมือนกันนะ ข้อสำคัญต้องเป็นขี้ที่ถ่ายจากท้องของเราที่หากินเอง ไม่ใช่ขอเขากินด้วยนะ"
     เจ้าค้างคาวพูดเป็นปริศนา เจ้านกพิราบได้แต่นิ่งฟังแล้วก็ไม่เข้าใจอะไร
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนแต่มีคุณประโยชน์แม้แต่ขึ้ ถ้ารู้จักขี้ให้เป็นที่เป็นทาง  และรู้จักใช้ขี้ของสัตว์น้ันให้ถูกต้อง ก็เอาเป็นปุ๋ยของพืชได้

๖๘  หมาเพื่อนแก้ว

     หญิงหม้ายคนหนึ่ง  อายุอยู่ในวัยชรา  มีจิตใจเมตตา รักสัตว์ แกเลี้ยงสุนัขและแมวไว้หลายตัว  เวลาเช้าแกชอบเดินแล่นออกกำลังกาย แกอุ้มแมวสีสวาทตัวโปรดไว้ตัวหนึ่ง   เดินไปตามถนนหน้าบ้าน มีสุนัขแสนรู้ตัวหนึ่งเดินตามหลังแกไปด้วย  เช้าวันนั้นเคราะห์ร้าย มีผู้ร้ายคนหนึ่งเดินสวนทางมา เห็นแกสวมสร้อยทองอยู่ที่คอ  จึงได้กระชากสร้อยคอ  หญิงชราดิ้นรนต่อสู้  ผู้ร้ายจึงตีด้วยไม้จนหญิงชราล้มลง  ผู้ร้ายก็กระชากสร้อยคอวิ่งหนีไป  ส่วนเจ้าแมวสีสวาทมันตกใจวิ่งหนีกลับไปบ้าน ไปนอนเลียขนอยู่ ไม่ได้เป็นห่วงหญิงชรานั้นแต่อย่างใดเลย  ส่วนสุนัขแสนรู้ได้วิ่งไล่กวดผู้ร้ายไป  ไล่กัดน่องผู้ร้ายได้ แล้วก็วิ่งกลับมาดูนายของมัน  เห็นนายของมันนอนเลือดไหลอยู่มีบาดแผล มันก็เลียแผลให้จนแห้งแล้วนั่งเฝ้านอนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง  จนกระทั่งคนเดินมามันก็เห่าส่งเสียงให้รู้ว่านายของมันบาดเจ็บ  จนคนในบ้านมาพานายของมันส่งโรงพยาบาล  เมื่อนายของมันหายป่วยแล้วก็กลับบ้าน  ลูกหลานของนายมันก็พูดกันถืงเรื่องนี้วิพากษ์วิจารณ์กัน คนหนึ่งพูดว่า 
     "หมาน้ันมันเป็นเพื่อนแก้ว  แมวนั้นเป็นเพื่อนกอด ใครจะเลือกเพื่อนอยางไหน"
     คนหนึ่งพูดว่า "คนแก่ คนหนุ่ม คนสาว มันจะเลือกเพื่อนกอด เพราะมันอุ่นอกอุ่นใจ  แต่คนที่ฉลาดมันจะเลือกเอาเพื่อนแก้วเพราะเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยากฝากผีฝากไข้ได้จริง"
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  เพื่อนแก้วจะเห็นได้ในยามทุกข์ยากเท่านั้น  ในเวลาปกติอยู่ดีมีสุข  ก็มีแต่เพื่อนกิน เพื่อนกอดเท่านั้น

๖๙.เพชรสีชมพู

     ยังมีเพชรเม็ดหนึ่ง  มันเป็นเพชรสีชมพูมีค่ามาก เพราะหายาก คนที่มีโชคได้ไว้เชยชมก็ล้วนแต่เป็นเจ้าหญิง  ท่านผู้หญิง สตรีชั้นสูงศักดิ์ที่ร่ำรวยทรัพย์มากนับล้านเท่าน้ัน
     เพชรสีชมพูเม็ดนี้  มันมีอายุจมอยู่ในดินก็หลายล้านปี  มันถูกขุดพบนำมาเจียรนัยเป็นเพชรน้ำงามประดับเรือนแหวนก็นับเป็นเวลาได้หลายร้อยปีแล้ว  มันจึงถูกซื้อขายเปลี่ยนเจ้าของมาจนนับไม่ถ้วน
     ครั้งสุดท้าย มันตกไปเป็นของท่านผู้หญิงผู้มียศศักดิ์อัครฐานคนหนึ่ง  ซึ่งเจ้าของชื่นชมหวงแหนมาก  มักจะสวมใส่ไว้ติดตัวอยู่เสมอ
     อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้ร้ายเข้ามาทำร้ายท่านผู้หญิงนั้นถึงแก่รรม ผู้ร้ายก็เอาแหวนเพชรสีชมพูไปขายยังร้านทำเครื่องเพชรแห่งหนึ่ง
     ต่อมาโจรผู้ร้ายก็ถูกจับตัวได้  แล้วนำตำรวจมาที่ร้านค้าเพชรน้ัน ตำรวจจึงมาเอาเจ้าของร้านไปดำเนินคดีด้วย
      ตำรวจเจ้าของคดีน้ัน ครั้นเห็นเพชรสีชมพูเม็ดงามจึงเกิดความโลภอยากได้  จึงทำการยักยอกเอาเพชรสีชมพูนั้นไว้ เปลียนเอาเพชรของภรรยามาเป็นของกลางแทน  ภรรยาตำรวจผู้นั้นก็สวมเพชรเม็ดนั้น 
     ต่อมาตำรวจผู้นั้นกับภรรยาก็ถูกดำเนินคดีว่าทุจริตต่อหน้าที่ ฐานสับเปลี่ยนของกลางคือแหวนเพชรสีชมพูน้ัน  จนถูกออกจากราชการ และถูกจำคุกด้วย  
     แหวนเพชรสีชมพูนั้น ก็ถูกส่งคืนไปยังบุตรสาวของท่านผู้หญิงน้ัน ตกกลางคืนบุตรสาวของท่านผู้หญิงฝันว่าได้พบเจ้าหญิงองค์หนึ่งรูปร่างสวยงามเหมือนนางฟ้า  ผิวสีชมพูอร่ามไปทั้งองค์บอกว่าเธอชื่อเพชรสีชมพู  เคยได้อยู่กับสามีหลายร้อยพันปีแล้ว  อยู่กับใครคนน้ันก็โชคร้ายอายุสั้น  ไม่มีใครมีบุญได้ครอบครองเป็นเจ้าของเธอเลย แม่หนูเป็นคนดีอย่าได้หลงใหลตัวของเธอเลย  ถ้าขืนหลงใหลก็จะโชคร้าย  อายุสั้น  ว่าแล้วเท่าน้ันก็หายตัวไปกลายเป็นแหวนเพชรสีชมพูอยู่ที่นิ้วของคนฝันนั้น 
     เมื่อตื่่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าแหวนเพชรนี้มีอาถรรพณ์ ไม่อยากไ้ด้ไว้เป็นสมบัติจึงจำหน่ายให้เจ้าหญิงองค์หนึ่งไป
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ของมีค่าย่อมอยู่กับคนมีศักดิ์เสมอกัน ถ้าอยู่กับคนต่ำศักดิ์จะทำให้เกิดความวิบัติแก่ผู้นั้นได้ แต่คนก็มันนึกว่าตนมีศักดิ์ มีบุญเพราะความโลภความหลงมัวเมาอยู่เสมอมา  

  
    

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

นิทานธรรมดาโลก (๒๒)


๖๔. ต้นกล้วย  ขอนสัก และลำไม้ไผ่

     ในแม่น้ำแห่งหนึ่ง น้ำไหลเชี่ยวมากและแล้วน้ำอันไหลเชี่ยวนั้นได้พัดพาเอาต้นกล้วย  ขอนไม้สัก  และลำไม้ไผ่มาพบกัน   แล้วจึงไหลลอยตามน้ำไปด้วยกัน 
     ต้นกล้วยลอยไปลำไม้ไผ่จึงร้องถามว่า 
     "ท่านมาแต่ไหน?"
     ต้นไผ่ตอบว่า 
     "เรามาแต่ป่าไผ่ ถูกเขาตัดเอามาใช้ทำแพ"
     แล้วต้นไผ่ก็ถามกล้วยว่า 
     "ท่านมาแต่ไหนเล่า?"
     ต้นกล้วยตอบว่า 
     "เรามาแต่ป่ากล้วย  เราถูกตัดลำต้นของเราทิ้งลอยน้ำมา"
     แล้วลำไผ่ก็ลอยไปปะทะกับเจ้าขอนสัก  จึงร้องทักว่า 
     "ท่านมาแต่ไหน ลำต้นออกใหญ่โต"
     "เรามาแต่ป่าใหญ่  คนเขาตัดเรามาเลื่อยไปใช้ทำเสา  ทำกระดาน"
     ขณะนั้นพระแม่คงคานิ่งฟังต้นไม้ทั้งสามสนทนากันก็อุทานออกมาว่า 
     "ต้นกล้วยถูกฆ่าเพราะว่าผลของมันเอง  ต้นไผ่ถูกฆ่าเพราะว่าต้นของมันเอง  ต้นสักถูกฆ่าก็เพราะคุณค่าของเนื้อไม้สักเอง"
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   ต้นไม้ในป่าจะอาสัญเพราะลูกผลของมันและลำต้นของมันเอง  เหมือนคนจะอาสัญก็เพราะความดีและความชั่วของตัว พอๆกัน บางทีก็อาสัญเพราะลูกของตัวเอง 

    ๖๕. นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า

     นกเอี้ยงตัวหนึ่งขนสีดำปากเหลือง  หวีผลแปล้บินมาเกาะหลังควายแก่ตัวหนึ่ง  ควายแก่เที่ยวเดินและเล็มหญ้าอยู่ตามทุ่งนา  นกเอี้ยงก็เกาะหลังควายตัวนั้นไปเรื่อยๆ   เด็กเลี้ยงความสองสามคนเห็นนกเอี้ยงเกาะหลังควายก็เข้าใจว่านกเอี้ยงมาเลี้ยงดูควาย  ควายได้กินหญ้ากินข้าวอิ่ม  แต่นกเอี้ยงอดอาหารจนหัวโต  จึงร้องเพลงว่า 
     "นกเอี้ยงมาเลี้ยงความเฒ๋า  ควายกินข้าว นกเอี้ยงหัวโต" 
     นกเอี้ยงเอียงคอฟังเพลงของเด็กเลี้ยงควายแล้วก็หัวเราะพูดขึ้นว่า 
     "เด็กเลี้ยงความเสียเปล่าไม่เข้าใจอะไรเลย   เราจับอยู่บนหลังควายเป็นที่หาอาหาร  เวลามีเหลือบมาเกาะกินหลังควาย  เราก็ได้จิกกินตัวเหลือบ ควายก็พอใจ ไม่ถูกเหลือบกินเลือด  แมลงวัน  ยุง เหลือบบนหลังควายเป็นอาหารของเราได้กินทุกวัน"
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   อย่านึกว่าคนตัวโตๆ หัวโตๆ  จะฉลาดกว่าสัตว์เช่นนกเอื้ยงตัวน้อยๆ   ที่จริงมันฉลาดและขยันหากินยิ่งกว่าคนเสียอีก 

๖๖. แมลงวันหัวเขียว

     แมลงวันหัวเขียวตัวหนึ่ง  ตัวมันโต หัวของมันมีสีเขียวสดใสสวยงาม   มันเที่ยวบินหากินตัวเดียวโดยอิสระเสรี  เมื่อมันได้กลิ่นขนมมันก็บินมาเกาะ  ใช้จงอยปากดูดกินอย่างเอร็ดอร่อย   เมื่อมันพบสัตว์ตายเน่าอยู่  หรือมูลสัตว์กองอยู่  มันก็บินเกาะใช้จงอยปากดูดกินอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนกัน 
     วันหนึ่งมันบินไปพบเหลือบตัวหนึ่งกำลังเกาะหลังวัวตัวหนึ่งเพื่อจะดูดกินเลือดของวัว  ส่วนแมลงวันหัวเขียวก็บินไปเกาะหลังวัวเพื่อจะดูดกินน้ำหนองจากแผลเป็นหลังวัวนั้นเหมือนกัน
     เมื่อแมลงวันหัวเขียวเห็นเจ้าเหลือบบินมาเกาะหลัง  เหลือบจึงร้องถามว่า  " เจ้ามากินอะไรบนหลังวัว"
     เหลือบหันมามองแมลงวันหัวเขียว เพ่งมองอยู่ที่หัวเขียวของมันสักครู่แล้วตอบว่า  "เรามาหากินเลือดของวัวน่ะซิ   อาหารของเราคือเลือดสีแดงๆ ของสัตว์ ท่านเล่ากินเลือดเหมือนกันหรือ?"
     "เปล่าหรอก อาหารของเราไม่ใช่เลือดสัตว์  แต่เป็นอาหารใหม่และอาหารเก่าสองอย่างเท่านี้" 
     "อาหารใหม่ของท่านคืออะไร ?"
     "อาหารใหม่คือขนมและน้ำตาลเป็นอาหารสดๆ ใหม่ ๆ ดื่มแล้วชื่นใจมีกำลังวังชาดีนัก"
     "อาหารเก่าเล่ามีอยู่ที่ไหน ?"
     "อาหารเก่าได้แก่มูลสัตว์ที่ถ่ายกองไว้  มันย่อมมีโอชะดื่มกินแก้หิวกระหายได้  อีกอย่างคือน้ำหนองจากแผลของสัตว์  เช่นแผลบนหลังวัวนี่ไงล่ะ  ดื่มกินแล้วก็มีโอชะของอาหารบำรุงร่างกายเหมือนกัน  เพราะมันย่อมประกอบด้วยดินและน้ำเหมือนกัน  มันมีน้ำมันและน้ำตาลเหมือนกัน  แม้เลือดที่ออกจากร่างกายสัตว์ก็เหมือนกัน  แต่เราไม่พอใจที่จะดื่มเลือดสดๆ  จากร่างกายของสัตว์ เพราะปากเราไม่มีเหล็กแหลมแทงเนื้อสัตว์  เราชอบดื่มจากแผลที่เจ้าของเปิดไว้ไม่หวงแหน"
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  แม้แมลงวันหัวเขียวที่คนเราว่าเป็นสัตว์สกปรก  แต่แท้ที่จริงมันเป็นสัตว์สะอาดและฉลาด มีเหตุผลของมันเองเหมือนกัน 

     

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558

นิทานธรรมดาโลก (๒๑)



๖๑. ไข่เองกะเติ๊กเอง

      ไก่ตัวเมียตัวหนึ่งเจ้าของเลี้ยงไว้กับเป็ดตัวเมียตัวหนึ่ง  จนเติบโตเป็นสาวทั้งคู่  ครั้นถึงเวลาออกไข่แม่ไก่ก็ขึ้นไปออกไข่อยู่บนรังไก่ที่เจ้าของทำไว้  พอไก่ไข่ออกมาแล้วมันก็ลุกขึ้นร้องออกมาว่า
     "กระต๊าก ออกแล้ว  ออกแล้ว  ออกแล้ว"  ส่งเสียงดังลั่นไปทั้งบ้าน แล้วจึงกระโดดลงมาหากินต่อไป
     เมื่อแม่เป็ดพบหน้าแม่ไก่จึงร้องถามว่า 
     "เจ้าส่งเสียงร้องทำไมว่าออกแล้ว ออกแล้ว"
     "ดีใจ"
     "ดีใจทำไม  ดีใจทำไมกับการออกไข่"  แม่เป็ดถาม
      "ดีใจว่าในไม่ช้าเรากกไข่ไม่กี่วันลูกเจี๊ยบก็จะออกมา เราจะได้เป้นแม่ไก่เจี๊ยบน้อยๆ ของเรา เราจะได้พาลูกเจี๊ยบของเราไปคุ้ยเขี่ยหากินแล้วกกเขาให้อบอุ่น  เราก็อบอุ่นด้วย"
     "อ๋อ  ดีใจที่จะได้มีลูกได้กกลูก ได้เลี้ยงลูกใช่ไหม"
     "ใช่แล้ว  เป็นธรรมดาของแม่  ย่อมดีใจที่มีลูก  ได้เห็นหน้าลูก  จึงมีความสุขอย่างแปลกประหลาดที่สุด  ที่มีลูกเป็นของเรา  เราได้เลี้ยงดูเขาเราได้มีเพื่อนชีวิต"
     แม่เป็ดยืนฟังอยู่เงียบๆ 
    "ท่านล่ะ  เวลาไข่ออกมาก็เงียบๆ  ไม่ดีใจมั่งเลย ไม่ตื่นเต้นบ้างเลยหรือ ไม่เห็นส่งเสียงร้องเพลงแสดงความดีใจเลย"
    "เราไม่ตื่นเต้นยินดีอะไร  เราไข่ออกมาแล้วเราก็ไม่ได้กกไข่  เราไม่ได้เลี้้ยงลูกเป็ด  เจ้าของบ้านเขามาเก็บไข่เราไปจนไม่เหลือเลย  เราไม่เคยเห็นหน้าลูกเป็ดเล็กๆ ของเราเลย  เราชินชาเสียแล้ว เราไม่รู้สึกอะไร เราจะตื่นเต้นยินดีเพื่ออะไรกันเล่า"
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  เพราะแม่พ่อได้เลี้ยงลูก  จึงรักลูก แม่จึงดีใจเมื่อลูกเกิดมา  พ่อก็ดีใจที่เห็นหน้าลูกน้อยๆ ทั้งแม่และพ่อย่อมรักลูกเพราะได้เลี้ยงดูอุ้มชูกันมาแต่ตีนเท่าฝาหอย   ลูกจึงเท่ากับเป็นทรัพย์  ธรรมชาติของแม่และพ่อที่ได้สร้างขึ้นมาและทนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมา  พ่อแม่ที่ไม่เคยมีลูกไม่เคยเลี้ยงลูกก็คงไม่รักลูก เปรียบเหมือนเป็ดต่างกับไก่ฉนั้น 

๖๒. นกต้อยดีวิด

     นกต้อยดีวิดตัวหนึ่ง  เมื่อถึงฤดูออกไข่มันก็บบินไปตามพงหญ้ารกที่อยู่ตามท้องนาในที่โล่งๆ  และที่เปลี่ยวห่างไกลจากคนและสัตว์ที่จะมาทำอันตรายไข่ของมัน  มันไข่ซ่อนไว้ในพงหญ้า คาบเอาหญ้าแห้งหญ้าสดมาปกปิดไข่ไว้อย่างมิดชิด   แล้วออกมาหากินแล้วก็บินมากกไข่ของมัน ฟักออกมาเป็นลูกนกต้อยตีวิดตัวน้อยๆ  แต่มันสอนให้ลูกของมันรู้จักที่ซุกซ่อนอยู่ในกอหญ้า  นอนนิ่งๆ ไมไหวติงเมื่อคนหรือสัตว์เดินมาใกล้ 
     ครั้นมันเห็นคนหรือสุัตว์จำพวกเหยี่ยวกา  เดินหรือบินเข้ามาใกล้ แม่นกต้อยตีวิดจะรีบวิ่งออกไปอีกทางหนึ่ง จนห่างไข่ห่างลูกของมันแล้วก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า 
     "ช่วยชีวิต ช่วยชีวิต"
     คนหรือสัตว์ก็จะหันไปมองหรือเข้ามาใกล้ตัวมัน  มันก็จะทำวิ่งหนีไปอีก บางทีก็ทำเหมือนปีกหัก บางทีก็ทำเหมือนขาหัก  เพื่อจะหลอกล่อให้คนหรือสัตว์เดินตามมันไปจนไกลไข่หรือลูกของมัน ครั้นคนหรือสัตว์เข้ามาใกล้ตัวมัน มันก็จะรีบบินหนีไปโดยเร็ว
     เจ้านกฮูก แอบดูอยู่เสมอ วันหนึ่งเจอหน้านกต้อยตีวิด จึงถามว่า
     "เราเห็นท่านร้องช่วยชีวิต ช่วยชีวิตอยู่บ่อยๆ  แต่ทำไมเจ้ามีปีกบินหนีได้โดยเร็ว  จึงไม่เห็นบินหนีกลับวิ่งหนี  เดินหนีไปเสียโดยเร็วเล่า?"
     "เราห่วงไข่ ห่วงลูกของเรา"
     "ท่านไม่กลัวตายหรือ?"
     "เรากลัวตายเหมือนกัน  แต่เรากลัวไข่กลัวลูกของเราจะได้รับอันตรายยิ่งกว่า"
     "ท่านรีบหนีไป ปากก็ร้องว่าช่วยชีวิต ช่วยชีวิต ดังลั่นจะเรียกว่าท่านห่วงลูกรักลูกยิ่งกว่าตัวเองได้อย่างไร  เรามองไม่เห็นเลยว่าท่านรักลูกห่วงลูกท่านจริงเหมือนปากว่า"
    "ก็เพราะว่า ถ้าเรารักตัวกลัวตายมากกวา่ เราก็จะบินหนึไปโดยเร็วเท่านั้นก็ปลอดภัยแล้ว  แตเราเป็นห่วงลูกของเรามากกว่า  จึงแกล้งเดินหนีไปปากก็ร้องไปเพื่อให้เขาตามเราไปจนห่างลูกของเราไงล่ะ"
     "ท่านทำเป็นปีกหักขาหักเพื่ออะไร"
     "เพื่อหลอกลวงให้เขาคิดว่าเราหนีไม่พ้นเขาแน่แล้ว  เขาจะได้รีบตามมาจับตัวเรา  เราก็วิ่งหนีไปให้ห่างลูกของเราได้  พอเขาเข้ามาใกล้ตัวเราจริงๆ  เราก็บินหนึไปโดยเร็ว  ลูกของเราก็ปลอดภัยตัวเราก็ปลอดภัย  
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   เพราะความรักลูกจึงทำให้ลูกปลอดภัย และตัวเองปลอดภัยด้วย นกต้อยตีวิดจึงหลอกคนให้หลงตามมันไปจนห่างลูกของมัน ตามปัญญาของนก 

๖๓. ทุเรียนกับมะม่วง

     ลูกทุเรียนกับผลมะม่วงถูกแม่ค้านำไปวางขายไว้เคียงกันที่ตลาดขายผลไม้แห่งหนึ่ง  เมื่อทุเรียนกับมะม่วงอยู่ใกล้ชิดกัน  มันจึงทักทายทำความรู้จักกัน  แล้วคุยกันแก้รำคาญที่ต้องอยู่เฉยๆ 
     มะม่วงสาวผิวผ่องใส  มองเห็นผิวทุเรียนขรุขระ น่าเกลียดน่าชังเหมือนยายแก่จีงร้องถามว่า 
     "นี่ยายมาจากไหนนี่ละจ๊ะ?"
     "มาจากเมืองนนท์"
     "ยายชื่ออะไรล่ะยายจ๋า?"
     "ชื่อน่ะหรือเขาเรียกฉันว่าทุเรียนจ๊ะ"
    "แปลว่าอะไรละยาย  ชื่อนี้มีความหมายว่ายังไงจ๊ะยาย"
     "แปลว่า รูปชั่ว ทุแปลว่าชั่ว  เรียนแปลว่ารูปร่าง  แบบอย่าง  รวมความว่ารูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่  รูปชั่วตัวดำน่ะแหละจ๊ะ"  ทุเรียนตอบอย่างใจดี  แล้วก็ถามมะม่วงว่า
     "แม่หนูล่ะ  มาจากไหน?"
     "มาจากเมืองเพชรจ๊ะยาย  หนูอยู่เมืองเพชร"
     "ชื่ออะไรล่ะ"
     "ชื่อมะม่วงจ๊ะยาย"
     "แปลว่าอะไรจ๊ะ"
     "แปลว่าสวยงามเหมือนผ้าม่วงที่คนนุ่งห่มน่ะแหละ เขาเรียกชื่อตามผิวพรรณของหนูจ๊ะ"
     "เนื้อหนังของแม่หนูคงดีนะจ๊ะ?"
     "หวานอร่อยเชียวแหละยาย  เขาจึงเอาหนูมาขายอยู่นี่ไงล่ะยาย"
     "เขาตีราคาหนูเท่าไรล่ะ?"
     "เขาตีราคาหนูลูกละ ๒ บาท  ถึง  ๕ บาท แล้วแต่คนซื้อ"
     "แหม รูปร่างหน้าตาดี  แต่ราคายังน้อยนะ"
     "เอ๊ะ  หนูว่าหนูมีราคาสูงมากนะยาย  แล้วยายล่ะเขาขายยายเท่าไรล่ะ"
     "ไม่แน่หรอก บางทีก็ ๕๐ บาท บางทีก็ ๑๐๐ บาท  สุดแล้วแต่กาละและบุคคลซื้อ"
     "แหม ยายนี่รูปชั่วตัวดำ แต่ราคาดี มีค่ามากจัง"
     "มันก็อยู่ที่คุณค่า  มันอยู่ที่รสชาติ  มันอยู่ที่คนเขาต้องการหรอกจ๊ะ"
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  สิ่งใดจะมีค่าก็อยู่ที่คุณค่าของสิ่งน้ัน และอยู่ที่คนเขาตีราคาให้  เพราะเขาต้องการมากเขาอยากได้ เขาก็ให้ราคาสูง  มีค่ามาก  สมคำที่ท่านกล่าวว่า  ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน   ค่าของสสารอยู่ที่คุณค่า